เรื่องเด่น มีวิธีเช็คยังไงครับว่าเป็นพระโพธิสัตว์ที่รับพยากรณ์แล้ว

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย ทอนเงิน, 28 มีนาคม 2017.

  1. Veeravit

    Veeravit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    152
    ค่าพลัง:
    +260
    ลึกซึ้งมากครับ
     
  2. ทอนเงิน

    ทอนเงิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    432
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +457
    สาธุครับความรู้ก้แตกแขนงขึ้นเรื่อยๆครับ
     
  3. pitra

    pitra สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2017
    โพสต์:
    78
    ค่าพลัง:
    +30
    เฉพาะเรื่องกรรมฐานดิฉันก็ลุ่ม ๆดอน ๆ ตอนนี้มีเรื่องจักรวาลเข้ามาอีก กว้างจังเลยค่ะ แต่จะลองค้นคว้าดูนะคะ อยากรู้เหมือนกันค่ะ
     
  4. ทอนเงิน

    ทอนเงิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    432
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +457
    ค้นในจิตเรานี่ละครับไห้เข้าใจในอริยสัจ4ก็จะสบายแล้วครับ
     
  5. หินแขวน

    หินแขวน สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 พฤษภาคม 2017
    โพสต์:
    3
    ค่าพลัง:
    +6
    โพธิสัตว์ สามารถปฏิบัติทำให้ถึงในระดับว่า เรียนรู้ใจว่าไม่ใช่ตัวตนได้เลยนะครับ

    ต้องเป็นครูเขา เรียนรู้การปฏิบัติหลายแบบทั้งสมาธินำปัญญา หรือเจริญ
    สติ หรืออื่นใด จุดสำคัญคือโพธิจิต จิตที่อยากช่วยผู้อื่นไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ต้องบังเกิดขึ้นในใจครับ
     
  6. หินแขวน

    หินแขวน สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 พฤษภาคม 2017
    โพสต์:
    3
    ค่าพลัง:
    +6
    ก่อนอื่นต้องขออนุโมทนาบุญกับคุณ Veeravit นะครับ หลวงพ่อปราโมทย์ผมเคารพมากครับ ท่านสมควรกราบไหว้ คำสอนของท่านตรงทางมากครับ
     
  7. คะนึง

    คะนึง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    175
    ค่าพลัง:
    +384
    มีวิธีการเช็คอย่างไร?ไหมค่ะ...ว่านางแก้วได้รับพยากรณ์พร้อมพระโพธิสัตว์พระองค์นั้นแล้วนะค่ะ

    แล้วจริงหรือค่ะที่ว่านางแก้ว สายปัญญาธิกะ ระหว่างสร้างบารมีจะไม่มีอภิญญา แต่จะเน้นหนักทางปัญญาและเมตตานะค่ะ
     
  8. ทอนเงิน

    ทอนเงิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    432
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +457
    ต้องรอไห้ท่าน ณฉัตรมาตอบครับเพราะข้อมูลเยอะและได้เคยอยู่ใกล้ผู้รู้ครับ
     
  9. ณฉัตร

    ณฉัตร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 เมษายน 2015
    โพสต์:
    631
    ค่าพลัง:
    +773
    ข้อแรก เท่าที่ทราบจากการอ่านชาดกซึ่งเป็นเรื่องที่เน้นพระโพธิสัตว์เป็นหลัก เราแทบไม่ทราบเส้นทางเดินของนางแก้ว ทราบเพียงเล็กน้อย

    แต่เมื่อพิจารณาเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาดกโดยตรง พบข้อสังเกตว่า บุคคลอื่นที่ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า เช่น พระสาวกที่เป็นเอตทัคคะองค์ใด มักได้รับพยากรณ์แค่ครั้งเดียวเป็นส่วนใหญ่(คือ ผมจำไม่ได้ว่า มีบุคคลใดได้รับพุทธทำนายมากกว่าครั้งเดียว)

    แต่อย่างที่ทราบกันว่า เช่น บุตรธิดา มักตั้งจิตกันมาก่อนนานมาก แต่ถ้าไม่ได้รับพุทธทำนายก็ยังเปลี่ยนแปลงได้
    หรืออัครสาวก ตั้งใจกันมานานมาก แต่กว่าจะได้รับพุทธทำนายก็ใกล้ๆ ที่พระโพธิสัตว์บารมีใกล้เต็มแล้ว

    นางแก้วผมเข้าใจว่า เป็นกรณีพิเศษที่ยิ่งกว่าบุคคลอื่นที่จะได้รับพุทธทำนาย

    เหตุผล คือ ทานบารมีนั้นเป็นของยาก จึงจัดเป็นชาดกใหญ่ชาติสุดท้ายในพระเจ้าสิบชาติ แต่ที่ไม่รู้กัน คือ บารมีทั้งหลายโพธิสัตว์ต้องบำเพ็ญมาหมดแล้ว ก่อนรับพุทธทำนาย และข้อที่ยากที่จะทำได้ คือ ทานขั้นปรมัตถ์ ที่ไม่ใช่ให้เลือดเนื้อตัวเอง แต่เป็นการให้ทานภริยา เพราะการให้ทานบุตรธิดาๆ อาจเข้าใจได้ง่าย แต่การให้ทานภริยากับคนอื่น ภริยาจะเข้าใจได้ยากมาก และภริยานั้นในชาติใดที่ถูกยกให้คนอื่นก็จะตั้งจิตไม่ขอพบกับโพธิสัตว์อีกเลย (อธิบายยากมากระหว่างความรักทางโลกที่ข้ามไปสู่ความรักในโพธิญาณที่ไม่ใช่การทิ้งโลกแต่เป็นการรักโลกอย่างยิ่ง คือ ประสงค์ให้สัตว์โลกไปนิพพาน)

    ทานบารมีที่สมบูรณ์ในข้อนี้ คือ ภริยาก็ดี บุตรก็ดี ธิดาก็ดี ต้องเห็นถึงโพธิญาณหรือนิพพาน(โดยสภาวะนั้น ความปรารถนานิพพานที่ไม่มีพระพุทธเจ้าสอนว่า คืออะไร จึงเป็นสิ่งยาก) หรือ ในปัจจุบันการที่เราให้ภริยา บุตรธิดา รักในพระรัตนตรัยมากกว่าตัวเราหรือสิ่งใดๆ ก็คือ ให้เค้ารักในนิพพาน ส่วนที่เค้ามีปัญญาอันจำกัดอยู่ไม่อาจบรรลุธรรมขั้นโสดาบันได้ แต่การที่เค้ารักในนิพพาน ปรารถนานิพพานในอนาคตชาติ ก็คือ มีลักษณะคล้ายโพธิสัตว์รักในโพธิญาณ

    พระพุทธเจ้าที่มหาชนทั้งหลายเมื่อได้เห็น ได้ยิน ก็สามารถบรรลุธรรมตามได้ การที่ทำให้ภริยา บุตรธิดาเข้าใจในโพธิญาณ ก็คือ การที่โพธิจิตกำลังเติบโตขึ้น ยิ่งทำโพธิจิตก็ยิ่งแกร่งมาก ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ โพธิจิตที่จะสร้างพุทธเกษตรจึงต้องแผ่ออกมาให้ปวงสัตว์สัมผัสได้

    ทั้งนี้ ช่วงเวลาหลังพุทธทำนายครั้งแรก เป็นต้นไป สิ่งที่ต้องบำเพ็ญบารมีสามสิบทัศก็คือ สร้างพุทธเกษตร ซึ่งไม่ได้สร้างกันได้ในวันเดียวครับ

    เพื่อให้การสร้างพุทธเกษตรเป็นไปตามกำหนดเวลา นางแก้วจึงต้องมีตั้งแต่ต้น (หลังพุทธทำนายครั้งแรก)

    ดังนั้น วิธีการตรวจสอบ ก็เหมือนกัน ถ้าไม่รู้ด้วยอตีตังสญาณ ก็รู้ได้เมื่อทำวิปัสสนาญาณตามที่คุณ veeravit สอนครับ

    ข้อสอง อันนี้ ไม่จริงนะครับ ถ้าตามชาดกซึ่งพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน เป็นสายปัญญาด้วยแล้ว พิจารณาจากชาดกได้เลย ซึ่งทุกสายนางแก้วก็มีลักษณะแบบเดียวกันตามกัน

    นางแก้วช่วงแรก จะมีศรัทธาแต่ปัญญายังน้อย แทนที่จะส่งเสริม กลับจะดึงท่านมาทางโลกห่างจากโพธิญาณ

    ช่วงต่อมา จะถูกพระโพธิสัตว์ดึงมาทางโพธิญาณ ช่วงนี้ ความรักทางโลกจะลดระดับลง แต่จะช่วยพระโพธิสัตว์ในระดับง่ายก่อน ยังรับทานขั้นปรมัตถ์ไม่ได้ ช่วยกันบำเพ็ญกิจทางเนกขัมมะหรือช่วยงานด้านช่วยเหลือมหาชนได้

    ช่วงต่อมา หลังจากศรัทธามาถึงระดับหนึ่ง ก็จะถูกชวนมาบำเพ็ญเลย ช่วงอุปบารมีจะเริ่มบวชหรือบำเพ็ญมากขึ้น

    สามช่วงนี้ การจะทำทานขั้นปรมัตถ์จะเกิดห่างๆ กันอยู่

    แต่ถ้าเข้าช่วง อุปบารมี จะบ่อยขึ้น แต่ความสมบูรณ์ยังไม่เต็ม แต่พอเข้าขั้นปรมัตถ์หรือช่วงปลาย นางแก้วจะเข้าสู่เนกขัมมะด้วยตนเองได้(แม้ไม่ได้เกิดร่วมบารมีบางชาติหรือหลายชาติ เช่นถ้าพระโพธิสัตว์เอาแต่เนกขัมมะ 500ชาติติดๆ นางแก้วจะใช้ชีวิตตามปกติ แต่ด้วยบารมีที่สะสมก็จะเข้าวัดมากขึ้น

    ดังนั้น นางแก้ว จึงเน้นตามพระโพธิสัตว์มากกว่า เพราะจิตตั้งใจตามพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ทำอย่างไร นางแก้วก็ตามอย่างนั้น

    อภิญญาของนางแก้ว จึงอยู่ที่นางแก้วเข้าใจโพธิญาณของพระโพธิสัตว์ได้ลึกซึ้งแค่ไหน ซึ่งผมว่า ตามชาดก ตั้งแต่พระโพธิสัตว์ในช่วงอุปบารมี(ทำอุปบารมีได้เป็นส่วนใหญ่)

    นางแก้ว ไม่ต้องใช้อภิญญาครับไม่ว่าสายไหน แต่ได้อภิญญาเมื่อบำเพ็ญถึงจุดหนึ่งอย่างที่กล่าว

    ที่ว่าเน้นปัญญากับเมตตา คงไม่ถึงขนาดต้องเน้นครับ เพราะท่านแค่ตั้งจิตแบบสนับสนุน การสนับสนุนนั้นต้องอยู่ที่ว่า สนับสนุนใคร และเค้าทำอะไรนะครับ และการสนับสนุนไม่ต้องทำแทนนะครับ

    ที่ว่าพระโพธิสัตว์สายปัญญาแล้วนางแก้วฝึกปัญญาอันนี้ คงไม่ใช่ครับ

    อันนั้น เป็นจริตเฉยๆ ครับ
     
  10. คะนึง

    คะนึง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    175
    ค่าพลัง:
    +384
    สาธุอนุโมทนาค่ะ คุณณฉัตร สำหรับคำตอบเป็นประโยชน์อย่างมากเลยค่ะ

    ทานบารมีให้ภิริยาเป็นทาน เพราะภิริยาจะเข้าใจได้ยาก และภริยานั้นหากไม่เข้าใจ ในชาติใดที่ถูกยกให้คนอื่น ก็ตั้งจิตไม่ขอพบพระโพธิสัตว์อีกเลย (อธิบายยากฯ)

    ความรักและความผูกพันอย่างลึกซึ้ง แด่สองดวงจิตที่มีคุณงามความดีที่มอบใหักันอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะความดีงามในหัวใจของพระโพธิสัตว์ที่มีต่อนางแก้ว ทำนางเกิดศรัทธาอย่างเปี่ยมล้นต่อพระโพธิสัตว์พระองค์นั้น. จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง...นางแก้วส่วนใหญ่จะรู้และมีความเข้าใจในพระโพธิญาณ ว่าหน้าที่ของการข่วยเหลือพระโพธิญาณเพื่อสิ่งใด เพราะนางแก้วต้องสร้างนิสัยเห็นประโยชน์ส่วนรวมสำคัญกว่าตนเองเสมอ

    ทานปรมัตถ์บารมี การให้หรือบริจาคภริยานั้น สองดวงใจที่ผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง ด้วยคุณงามความดีที่มีให้แก่กัน. ทำให้นางแก้วมีความซื่อสัตย์ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ถ้านางเข้าใจในพระโพธิญาณ เข้าใจในหน้าที่และด้วยความรักและความศรัทธาที่มีต่อพระโพธิสัตว์อย่างเปี่ยมล้น. ทำให้นางยอมเสียสละตนเอง. แต่ด้วยความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีที่มีให้ แม้ได้เพียงกายไป แต่มิอาจได้แตะต้องกายของนาง ด้วยความเด็ดเดี่ยวแห่งใจที่มีความจงรักภักดี (จะเห็นได้ว่าตอนที่พระเวสสันดรบริจาคนางมัทรีนั้น เทวดาต้องลงมาขอนางไป. เพราะในช่วงเวลาสี่อสงไข. นางไม่มีกรรมนี้กับชายใดเลย จึงไม่มีใครได้นางในชาดกค่ะ). ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผู้ที่ปราถนานางแก้วต้องสร้างอุปนิสัยนั้นไว้ด้วย

    แต่ที่เข้าใจ พระโพธิสัตว์จะมีคนติดตามมาก และมีตัวเลือกมาก ที่นางแก้วส่วนใหญ่น่าจะไม่ติดตามก็อาจเนื่องมาจากการทำลายน้ำใจเสียมากกว่าค่ะ. เพราะนางแก้วจะต้องถูกทดสอบบารมีด้วยหญิงอื่นด้วย. ในหัวใจของนางต้องคิดเสมอว่า มิได้ช่วยเหลือแต่พระโพธิสัตว์คนเดียวเท่านั้น แต่ปราถนาให้ทุกสรรพสัตว์พ้นทุกข์ไปด้วย จึงปราถนาหน้าที่นี้ นางจึงเห็นแก่ตัวในเรื่องนีัไม่ได้ ไม่งั้นจะไม่ผ่านด่านบททดสอบบารมีนางแก้วค่ะ ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับหัวใจของพระโพธิสัตว์ว่าจะทำให้นางรักและศรัทธาอย่างเปี่ยมล้นได้แค่ไหนนะคะ....คุณงามความดีงามในหัวใจของพระโพธิสัตว์ที่มีต่อนาง ที่มีใหักับนาง นั้นเป็นพลังผูกใจอันหนาแน่นอย่างมาก. ที่ทำให้หัวใจของนางมองข้ามสิ่งต่างๆไป สุดแท้แล้วแต่หัวใจ เหลือแต่คำว่า "จงรักภักดี"

    เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ยากกว่าและละเอียดอ่อนกว่าจะเจอคู่ที่เหมาะสมและเข้าใจกันได้อย่างแท้จริง....

    พระโพธิสัตว์แต่ละคน คิดเหมือนกันไหมค่ะ?
     
  11. คะนึง

    คะนึง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    175
    ค่าพลัง:
    +384
    สาธุอนุโมทนาอีกค่ะ...สำหรับความเห็นเหล่านี้

    เค้ารักนิพพานปราถนานิพพาน ก็คือ มีลักษณะคล้ายพระโพธิสัตว์รักในพระโพธิญาณ การทำใหับุตรภรรยาเข้าใจในพระโพธิญาณ ยิ่งทำให้โพธิจิตก็ยิ่งแกร่งมาก

    ช่วยกันบำเพ็ญกิจทางเนกขัมมะ หรือช่วยเหลือการงานด้านมหาชนได้ความรักทางโลกจะลดลง
    ช่วยงานระดับง่ายไปก่อน ถ้าทานปรมัตถ์ยังช่วยไม่ได้

    อภิญญาของนางแก้ว จึงขึ้นอยู่ที่เข้าใจพระโพธิญาณได้ได้แค่ไหน? นางแก้วไม่ต้องใช้อภิญญา เมื่อบำเพ็ญถึงจุดหนึ่งจะมีขึ้นเอง

    เน้นการสนับสนุน เป็นการสนับสนุนที่ไม่ต้องทำแทนนะครับ

    ขอบคุณทุกคำตอบค่ะ ที่ทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้นค่ะ

    ขอถามหน่อยนะคะ ถ้านางแก้วนั้นรักการบำเพ็ญบารมีเนกขัมมะ ปราถนาที่จะบวชเพื่อช่วยเหลือพระโพธิสัตว์งานด้านศาสนา หรือ การบำเพ็ญเนกขัมมะบารมีร่วมกัน แต่ถูกบุคคลรอบข้างขัดขวางไว้ คิดว่าเป็นเพราะอะไรค่ะ?

    แล้วที่ว่าเน้นการสนับสนุน มิใช่การทำแทน..ถ้านางต้องการช่วยเหลือ แต่พระโพธิสัตว์ไม่เข้าใจเห็นว่าเก่งกว่า (ใช้คำไม่ถูก เหมือนกับว่าไปทับบทบาทหน้าที่ หรือ ช่วยแล้วแทนที่จะดี กลับว่าทำให้เสีย ก็เลยไม่เข้าใจกัน). เพราะจริงแล้วต้องช่วยทุกเรื่อง. แม้แต่ความเห็นผิดของท่าน หรือท่านอาจเข้าใจเราผิดได้ก็มี

    อย่างนี้จะรู้ได้ไงว่าใครคือคู่แท้อันดับหนึ่ง หรือ ท่านไม่ได้มาเกิดพร้อมกัน หรือ ว่าเรายังไม่มีตัวจริงนะคะ
     
  12. ณฉัตร

    ณฉัตร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 เมษายน 2015
    โพสต์:
    631
    ค่าพลัง:
    +773
    ช่วงของพระนางมัทรี นั้น ต้องถือว่าบารมีเต็มกันแล้วครับ

    ที่เคยมีคนพูดกันมา คือ บารมีสามสิบทัศเต็มคือ เข้าขั้นปรมัตถ์นานแล้ว(เน้นที่ จิตของพระโพธิสัตว์) แต่เงื่อนเวลาให้สุกงอม (เน้นที่ พุทธเกษตร) นั้น ต้องรอเวลาครับ

    ช่วงที่ บารมีเต็มกันแล้ว คือ จิตเข้าขั้นทำบารมีสามสิบทัศได้แบบปรมัตถ์ นั้น กิเลส กรรม วิบาก จะใกล้ถูกหยุด ดังนั้น วิบากกรรมจึงน้อยลง ในกรณีสายอื่นที่ไม่ใช่ด้านปัญญา สองสายนั่น ในช่วงก่อนตรัสรู้ วิบากกรรมแทบไม่มีเป็นด้านอกุศลเลย อาจนานเป็นอสงไขยเลยด้วยซ้ำ

    แต่ที่สรรเสริญกัน คือ บุคคลที่อาจพ้นทุกข์ได้ แต่กลับยอมทนด้วยการเกิดเพื่อบำเพ็ญบารมี ซึ่งในหนึ่งกัปร์ศีรษะของพระโพธิสัตว์จะถูกตัดเอามากองรวมกันเท่าภูเขา นั้นแค่หนึ่งกัปร์เอง

    นางแก้วที่จะต้องทรมานก็ดุจเดียวกัน ในชาดกกล่าวเฉพาะที่ส่งเสริมคุณธรรมจึงต้องแสดงชาติที่ให้ผลดีด้วย แต่จริงๆ แล้วชาติที่ต้องทรมานนั้น มากพ้นเป็นอนันตทวีนะครับ ชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะอุปายาสะ ฯลฯ ต้องรับกันเต็มๆ ครับ จะมีเทวดาหรือพระอินทร์มาช่วยนั้น ต้องนับเฉพาะแค่ช่วงบารมีเต็มปรมัตถ์ครับเป็นต้นไป ช่วงต้นกับช่วงอุปบารมีที่ยังมีวิบากกรรมมาก ไม่มีใครมาช่วยครับ ถ้าเทวดามาช่วยตั้งแต่เริ่มพุทธทำนาย พระพุทธองค์และพระอริยะท่านไม่บูชาพระโพธิสัตว์หรอกครับ เพราะบุคคลที่สามารถหลุดพ้นทันทีแต่กลับต้องมารับทุกข์นับไม่ได้นั่น ถ้าไม่มีใจรักโพธิญาณ ความทรมานนั้นก็ดุจสัตว์นรกที่อกต้องแตกตายภายในเจ็ดวันแล้วต้องเกิดใหม่ให้อกแตกตายภายในเจ็ดวันนานนับอสงไขย นางแก้วผู้ติดตามต้องรับอย่างนั่นด้วยครับในฐานะที่ติดตามปณิธานเช่นนี้

    ดังนั้น ที่พระโพธิสัตว์เตือนห้ามนั่น ถูกแล้วครับ นางแก้วต้องรับทรมานครับ ไม่สวยหรูตามชาดกหรอกครับ

    ตลอดช่วง เวลาบำเพ็ญก็อุปมาเหมือนเดินบนพื้นที่มีเหล็กแหลมร้อนๆ ระยะทางยาวนาน

    ระยะเวลาสี่อสงไขยนั้นไม่ใช่น้อยๆ ชาดกรวมแล้วจิปาถะไม่เกิน2000ชาติ เป็นไปได้หรือครับ ถ้าสบายขนาดนั้น พระพุทธเจ้าและ พระอริยะ ท่านไม่สรรเสริญหรอกครับ

    ในชาดกนั้นพระสุเมธดาบสท่านพูดห้ามอดีตชาติพระนางพิมพา โดยยกตัวอย่างความทุกข์ในหนึ่งกัปร์เท่านั้น อสงไขยนั้นกำหนดยาวนานกว่ามากครับ ตอนนั้นพระสุเมธดาบสท่านได้อภิญญาแล้วครับ จึงได้บอกได้ว่าระยะเวลาหนึ่งกัปร์ของคนเราจะรับทุกข์อะไรอย่างไร และโดยอย่างยิ่ง ถ้าตามพระโพธิสัตว์

    ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าตามกษัตริย์พระองค์หนึ่งต่อสู้กับกษัตริย์ที่กดขี่ มีคนต้องตายอย่างทรมานอนาถแค่ไหนเพื่ออุดมการณ์ของพระองค์ที่ต้องการอิสรภาพ เสรีภาพให้กับชาวประชา และลูกหลาน ไม่นับว่าเมื่อตายแล้วยังต้องลงนรกด้วยเพื่อเสรีภาพนั้น ลองหาชมหนังสงครามดูครับ แม้กษัตริย์หลายองค์เองยังต้องตายเลย แล้วคนอื่นที่ติดตามไม่ตายนั่นเป็นไปไม่ได้เลยครับ ดูอย่าง มหาตมะคานธีสิครับตายยังไง ภริยาและลูกหลานไม่เสียใจหรือครับ ภายหลังรับต่ออุดมการณ์แล้วเป็นยังไง อันนั้นแค่ชาติเดียวนะครับ ในความทุกข์ในชาติเดียวครับ
    (ขออภัยที่ยกตัวอย่าง ไม่ได้กล่าวว่าท่านเป็นอะไรหรือไม่ แค่ยกตัวอย่าง บุคคลที่ทำเพื่อมหาชนเท่านั่นครับ ซึ่งมีปณิธานทำนองโพธิสัตว์เท่านั่นครับ)

    ในหลายชาติๆ มียิ่งกว่านี้ครับ และเคยสังเกตไหมครับ เวลาที่เรากล่าวว่า เป็นเปรต 500ชาติ สัตว์นรก500 ชาติ นั่นหมายถึงว่า เวลาเราพบวิบากกรรมเราจะเจอซ้ำกันหลายชาติจนกว่าจะคลาย ลองสังเกตประวัติศาสตร์ดูครับ ในยุคที่มีสงครามจะมีติดๆ กันเป็นร้อยปีก็มี ในพื้นที่ๆหนึ่ง

    การใดที่พระสุเมธดาบสท่านกล่าวต่ออดีตชาติพระนางพิมพาถึงความทุกข์ในหนึ่งกัปร์นั้นจะเป็นไปตามนั่นครับ เพราะเป็นธรรมดาอย่างนั้นครับ เป็นการกล่าวว่า ถ้าเธอตั้งใจเป็นนางแก้วต่อไปเธอจะทุกข์ทรมานอย่างไร
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 พฤษภาคม 2017
  13. ณฉัตร

    ณฉัตร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 เมษายน 2015
    โพสต์:
    631
    ค่าพลัง:
    +773
    ต้องดูก่อนครับ

    เราต้องพิจารณาก่อนจะทำการใดลงไป

    หนึ่ง ถึงแม้จะระลึกชาติได้ ก็ต้องพิจารณาด้วยปัญญาว่าการใดควรไม่ควร

    ถ้าท่านจะบวชเป็นภิกษุณีก็ดี ชีพราหมณ์ก็ดีเพื่อช่วยงานท่านพระภิกษุ ดูความเหมาะสมเหมาะควรด้วยครับ อย่าเผลอไปแสดงบทบาทแบบ king @ queen ให้ชาวบ้านทราบมันไม่ดีไม่งาม ผู้บวชนั้น จริงตามศาสนาต้องเป็น หนึ่ง ไม่ใช่เป็นคู่

    พระมหาชนก ท่านจะบวชท่านไปทางขวา พระมเหสีท่านจึงเลี่ยงไปทางซ้ายไปบวชตรงข้ามคนละทิศกัน

    ไม่ได้อยู่วัดเดียวกัน นั่นขนาดช่วงบารมีเต็มแล้ว เค้ายังไม่อยู่ด้วยกันนะครับ ยิ่งในศาสนาพระพุทธยิ่งไม่ควร ถ้าจะได้ก็ต้องเป็นฐานะและการกระทำแบบเป็นลูกวัดจริงๆ ลืมเรื่องคู่บารมีไปได้เลยครับ เพราะจริงๆ ไม่ต้องรู้ว่าใครเป็นใคร แค่รู้ว่าเราบำเพ็ญบารมีอยู่ก็พอ

    คนที่เค้าขัดขวางเค้าอาจมองว่า ไม่ใช่ฐานะที่ท่านควรจะทำ ก็อนุโลมตามธรรมตามโลกให้ดีครับ อย่ายึดว่าฉันต้องทำแบบนี้ เพราะฉันเป็นแบบนี้

    เพราะธรรมนั้น เมื่อถึงเวลาก็จะมาช่วยเหลือกันในฐานะนางแก้วเอง ถ้ายังไม่ใช่ก็ไม่ต้องไปพยายามแค่บำเพ็ญบารมีก็พอ

    สอง นางแก้วเก่งกว่า บางชาติเก่งกว่าได้นะครับ แต่ความเก่ง ฉลาด มันไม่ใช่ตัววัดบารมีอยู่แล้ว เหมือนพญามารที่คิดว่าตนเหนือกว่าพระโพธิสัตว์ทุกอย่าง แต่พอวัดบารมีก็คนละเรื่องกัน

    กลับมา นางแก้วท่านอย่าคิดว่าต้องทำทุกเรื่องเหมือนสามีภริยา นางแก้วท่านแค่กรรมจัดสรร ให้มาบำเพ็ญไปในทางเดียวกัน ท่านไม่จำต้องร่วมทำทุกเรื่อง

    ท่านต้องดูกาละเทศะ บุคคล สถานที่ ยุคสมัย

    ถ้าเอาตัวเองเป็นใหญ่ก็เป็นปัญหาได้

    ความเห็นของโพธิสัตว์ ท่านจะท้วงติงตามสมควร พองามตามสมควร ก็ทำได้ ถ้าคิดว่าเข้าใจผิดกัน ต้องดูว่าเราเข้าใจผิดด้วยรึป่าว แผ่เมตตามากๆ ทำใจเป็นกลาง ฟังความให้หลายด้าน อย่ายึดตัวเองเป็นหลัก

    ผมเคยพบเห็น ชี ที่ทำเหมือนเป็นคู่บารมีกับพระ อันนี้ ถ้าไปเจ้ากี้เจ้าการต้องการทำทุกอย่างให้พระจนคนอื่นไม่ได้ทำเลย ผมว่า ไม่ใช่ อย่าให้เป็นการปรนนิบัติ ในฐานะพิเศษครับ และควรห่างกันจะดีกว่าถึงอยู่ไกลกัน แต่ถ้าบำเพ็ญบารมีไปในทางเดียวกันสอดคล้องกันเดียวมาเจอกันได้

    แต่ถ้าทำไปทำให้ภาพที่ออกสู่สังคมเป็นพระในศาสนาพุทธก็ไม่ใช่ เป็นคู่บารมีนั่น ไม่ชอบด้วยครับ

    ท่านบวชในพระศาสนาเพื่อชักนำผู้คนศรัทธาไปนิพพานเลย การที่จะทำให้มาเป็นคู่บารมีนั้นไม่สมควรครับ นางแก้วต้องส่งเสริมให้ท่านเป็นพระในศาสนาพุทธจริงที่มุ่งหลุดพ้น และเป็นผู้เรียกผู้อื่นให้นิพพานตามพระสุคตเจ้า ตัวนางแก้วก็ควรมุ่งนิพพาน(แต่จะนิพพานไม่ได้ นั้นแหละ) และปฏิบัติตนให้เต็มที่เพื่อนิพพานครับ

    สาม รู้ได้ยังไง ว่า คู่บารมีแท้ป่าว

    คือ ถ้าไม่รู้ด้วยญาณของตน ก็ด้วยใจ
    ไม่ต้องสนใจว่าใครคือคู่บารมี ศรัทธาในบุคคลใดที่มุ่งโพธิญาณก็ทำใจตามไป

    จะบอกว่า ไม่ต้องคิดมากบางทีอาจไม่พบท่านเลยก็ได้อาจพันชาติก็อาจไม่พบไม่เจอ แต่โดยที่เคยอธิษฐานจิตไว้เมื่อเวลามาถึงก็รู้เอง นางแก้ว ยอมเสียสละอะไรเพื่อโพธิญาณ

    ดังนั้น ไม่ต้องไปรู้อะไร แค่จิตเราศรัทธาอะไรและทำกุศลอะไร ก็พอครับ
     
  14. ponravit20

    ponravit20 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ธันวาคม 2014
    โพสต์:
    19
    ค่าพลัง:
    +30
    ขอตอบเฉพาะส่วนนี่นะครับ ตรงที่ว่า จะเห็นได้ว่าตอนที่พระเวสสันดรบริจาคนางมัทรีนั้น เทวดาต้องลงมาขอนางไป. เพราะในช่วงเวลาสี่อสงไข. นางไม่มีกรรมนี้กับชายใดเลย จึงไม่มีใครได้นางในชาดกค่ะ). ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผู้ที่ปราถนานางแก้วต้องสร้างอุปนิสัยนั้นไว้ด้วย

    เห็นด้วยครับ ผมเคยคิดว่าคนที่จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า. แต่ดันทำให้ลูกเมียทุกข์เนี่ย สำหรับผมคิดว่ามันดูแปลกๆ โดยเฉพาะนางแก้วที่ต้องไปเป็นเป็นเมียใครก็ไม่รู้ คงไม่ต่างจากการโดนขมขืน จึงนำไปถามในพันทิป คำตอบที่ได้ว่าส่วนใหญ่บอกว่าเป็นกรรมที่เกิดจากเขาขอติดตามเรา ต้องทำให้เราสำเร็จ

    ผมก็คิดว่ามันไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ ที่ต้องเกิดทุกข์จากการแค่ต้องการให้พระโพธิสัตว์สำเร็จ

    แต่ถ้ามันเกิดจากกรรมที่ทั้งลูกและภรรยาของพระโพธิสัตว์ก่อขึ้น สำหรับผมถือว่าเข้าเค้าในการสมเหตุสมผลครับ ส่วนถ้าไม่มีกรรม ก็จะมีเทวดามาทดสอบเฉยๆ

    ปล.เรื่องนี้ผมคิดเองนะครับ ก็ดีใจที่มีคนคิดเช่นเดียวกัน
     
  15. ทอนเงิน

    ทอนเงิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    432
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +457
    พระโพธิสัตว์บางองค์ให้ทานลูกแก่ยักกัดกินสดๆเลยก็มีนะครับ
     
  16. ณฉัตร

    ณฉัตร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 เมษายน 2015
    โพสต์:
    631
    ค่าพลัง:
    +773
    คำว่า สมเหตุสมผล หมายถึง ผลสมกับเหตุปัจจัย

    พระโพธิสัตว์ตั้งปณิธานเพื่อโปรดสรรพสัตว์ให้ไปนิพพาน แต่ในระหว่างที่บารมีไม่เต็มบริบูรณ์ นิพพาน จะถูกแปลว่า พ้นจากทุกข์ (แต่ระดับความเข้าใจทุกข์มันแล้วแต่ปัญญาในแต่ละภพสภาวะที่เป็นไปในแต่ละภพชาติที่ยังไม่เต็มบริบูรณ์)

    ทศบารมีนั้น คือ ทางที่ทำให้ถึงโพธิญาณจนเปิด นิพพาน จริงขึ้นในโลกธาตุ เมื่อนิพพานเกิดขึ้นจริงในโลกจึงไม่ใช่แค่เข้าใจว่า เป็นทางให้ถึง

    นิพพานเป็นไปเพื่อสรรพสัตว์ แล้วเหตุที่ทำให้ถึงคือ ทศบารมี ย่อมยังประโยชน์แก่สรรพสัตว์

    ตั้งแต่รับพุทธพยากรณ์ ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า นิตยโพธิสัตว์ ท่านอยู่ในจุดที่สามารถนิพพานได้แล้วทุกเมื่อ แต่ไม่ไปก็เพราะจะโปรดสรรพสัตว์ แปลให้เข้าใจคือ คนที่สามารถพ้นทุกข์ได้แล้ว เช่น คนที่สามารถหนีจากตึกที่ไหม้ไฟได้ แต่กลับวิ่งเข้าไปในตึกเพื่อช่วยคนอื่น การที่คนนั้นช่วยคนอื่นจนตัวบาดเจ็บหรือตาย ( เป็นความทุกข์หรือไม่) เราไม่เรียกว่า วิบากกรรมครับ เรียกว่า บำเพ็ญกุศล เพราะวิบากกรรมนั้นให้ข้อจำกัด แต่คนที่รู้ว่า ตัวอาจตายหรือจะตายถ้าช่วยคนอื่น เป็นคนที่ก้าวเกินวิบากกรรม เป็นการทำกุศลใหม่ จัดเป็นบารมีด้วย

    ภริยา บุตร บิดามารดา ที่เห็นปณิธานของสามี ของบิดา ของบุตรตน แล้วเข้าไปในตึกที่ไหม้ไฟเพื่อช่วยคนตามปณิธานนั่น ก็เรียกว่า ทำกุศลและบารมี (ถ้าคนเหล่านั้นช่วยคนอื่นจนตัวบาดเจ็บหรือตายจะเรียกว่า พ่อทำให้ลูกเมียเป็นทุกข์หรือไม่)

    ผมว่า สมเหตุสมผลนะครับ การที่เราช่วยคนที่เป็นทุกข์ก็คือ เราต้องไปแบกรับทุกข์ของเค้ามา แล้วเราจะไม่ทุกข์ได้อย่างไร ในเมื่อภริยาและบุตรตั้งจิตมาช่วยเราแบกทุกข์ชาวโลกด้วย เค้าก็ต้องทุกข์ด้วยสิครับ

    ถ้ามันง่ายๆ แค่รอให้เทวดามาทดสอบกำลังจิต ความทุกข์จริงๆ ไม่มี มันจะใช่ได้หรือครับ ในเมื่อเราต้องล่วงพ้นทุกข์ด้วยตัวเราเอง

    พระนางพิมพานั่นได้อนุโมทนาในทานบุตรทั้งสองด้วยแล้ว จากนั่น ไม่มีสิ่งใดในทานบารมีที่ยากแล้วครับ เพราะพ่อแม่รักลูกยิ่งชีวิตของตน ในเมื่อท่านยอมใจให้เป็นมหากุศลในทานบุตรได้ แม้จะมีใครมาขอทานภริยา ทั้งสองพระองค์เข้าถึงทานบารมีอันเป็นที่ยิ่งแล้ว จึงเต็มแล้วครับ จะเทวดาหรือใครมาขอก็มีผลเท่ากันในทานบารมี การที่เทวดามาขอ คือ ไม่มีความจำเป็นแล้วครับ สังเกตตอนที่เทวดามาขอท่านไม่ได้คำนึงว่าเทวดามานะครับ หมายถึงต่อให้คนอื่น จะทุกข์แค่ไหน จิตท่านก็ถึงแก่นทานบารมีแล้วครับ

    4 อสงไขยกับแสนมหากัปร์ จึงไม่ใช่เวลาที่สบายครับ ฟังที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส จะตรัสทำนองเดียวกับที่กล่าวว่า ความทุกข์และภัยมากมายศรีษะเธอจะหลุดร่วงเอามากองรวมได้ภูเขาใหญ่ก็แค่กัปร์เดียวและหัวละชาติ มันจะกี่ชาติครับในกัปร์เดียว อันนั้นความทุกข์ของคนธรรมดานะครับ ไม่ใช่ของพระโพธิสัตว์ ซึ่งไปแบกรับทุกข์ของคนอื่นด้วย มันหนักกว่ามาก

    นางแก้วก็จะทุกข์มากกว่าคนธรรมดาครับเพราะตั้งจิตเองว่า จะช่วยโพธิสัตว์แบกรับทุกข์สรรพสัตว์ เช่นเดียวกับบุตรธิดาก็ตั้งจิตไว้แล้วครับ ผู้ที่สมัครใจย่อมไม่ใช่ผู้ที่จะถูกผู้อื่นทำให้เป็นทุกข์ได้ครับ เพราะเค้าสมัครใจเองครับ จึงเป็นบารมีของเค้าเองด้วย
     
  17. ponravit20

    ponravit20 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ธันวาคม 2014
    โพสต์:
    19
    ค่าพลัง:
    +30
    ทำไมจะช่วยผู้อื่น ต้องไปแบกทุกข์ของเขาด้วยละครับ

    ผมเชื่อว่า การจะปฏิบัติเพื่อให้ได้สิ่งดีๆ(โพธิญาณ) คงไม่ต้องทำให้คนอื่นต้องเป็นทุกข์เพราะสิ่งที่เราทำครับ และ เราก็ไม่ควรทุกข์กับสิ่งที่ทำเช่นกัน

    ความหมายของผม ถ้าให้บริจาคภรรยาก็บริจาคได้ครับ แต่ภรรยาเราจะเป็นยังไงต่อนั้น แล้วแต่บุญกรรมที่ทำครับ สมมติไปได้สามีใหม่ โดนทุบตี เหมือนชาลีกับกัณหา (ซึ่งผมเคยอ่านมาว่าเป็นกรรมที่เคยทำกับซูชก แต่ผมไม่อยากฟันธงหรือเชื่อครับ ตราบใดที่ตัวเองอ่านบาลีไม่ออก และไม่รู้ว่า ไตรปิฏกโดนปรับแต่งไปแค่ไหน ) แต่เหตุที่ต้องมาลำบากเช่นนี้เพราะ มาเสียสละเป็นนางแก้ว ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่สมเหตุสมผลครับ

    ผมค่อนข้างเชื่อเรื่องกรรมสัมพันธ์หลายๆอย่างครับ ทุกอย่างมักมีเหตุมีผล ต่างคนต่างความคิดครับ
     
  18. ณฉัตร

    ณฉัตร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 เมษายน 2015
    โพสต์:
    631
    ค่าพลัง:
    +773
    คือแต่ก่อนผมก็คิดอย่างนั้น

    แบบเดียวกับท่านนั้นแหละครับ

    แต่ประสบการณ์ที่ไปพบเจอ กลับเป็นแบบที่ผมเล่าให้ฟัง

    ผมไปพบกลุ่มที่ปฏิบัติธรรมและระลึกชาติกันได้เป็นกลุ่ม เค้าบอกว่าสมัครใจกันเองที่จะทำแบบนี้ มานานชาติและพวกเค้าคือชาวบ้าน ที่การศึกษาไม่ได้ดีอะไร บางคนเรียนจบ ป4 แค่นั่น

    เค้าบำเพ็ญแบบพระเวสสันดรกันมาไม่ใช่แค่ชาติเดียวแต่หลายชาติมาก และแนวทางขององค์หลัก ไม่น่าจะเป็นสายปัญญาธิกะ เพราะทราบมาว่า อย่างน้อยก็บำเพ็ญมากว่า 7 อสงไขยแล้ว

    ต่อมา เมื่อผมโตผมศึกษาพระไตรปิฎก ความมันตรงกัน คือ ท่านทั้งหลายนับแต่โพธิสัตว์ นางแก้ว บุตรธิดา อัครสาวก และสาวกอื่นที่ตามติด ในชาดกเองก็บอกอยู่แล้วว่า ต่างคนต่างก็มีใจสมัครพึงพอใจในธรรมที่จะเป็นอย่างนั้นเอง ในฐานะอย่างนั่น ไม่มีใครบังคับใคร ต่างคนต่างศรัทธาในแนวทางนั่น และยินดีจะทำเองในกิจใดๆ ในพระศาสนา มันหมายถึงการบำเพ็ญบารมีด้วย

    ความทุกข์เราไปวัดที่เค้าเผชิญ แต่อะไรที่วัดทุกข์จริงๆ คือใจของเค้าเอง อะไรคุ้มครองใจให้พ้นทุกข์ คือบารมีธรรม

    พระเวสสันดร ทุกข์เพราะอะไร ราชาที่อยู่อย่างราชา เป็นสุขุมาลชาติ กลับต้องเดินป่าทานหัวเผือกหัวมัน(ขออุปมาเป็นปัจจุบันหน่อยนะครับ) เพราะท่านให้ทานช้าง ชาวคนแคว้นอื่น(หรือขนชาติอื่น) แบบให้ฟรีไม่มี การแลกฟรีเทรดเอเรีย เพื่อให้ชาติอื่นมีฝน (ให้กลุ่มพนักงานช้างเฮลิคอปเตอร์ไปทำฝนเทียมให้แบบให้ขาด) จนคนในชาติตัวเองไม่พอใจ(ลัทธิประชาธิปไตยจะบอกว่า ราชาเอาของหลวงไปให้คนอื่นโดยไม่ผ่านสภาประชาชน) ท่านโดนเนรเทศ นะครับ

    อันนี้ ทุกข์ทั้งนั่น จากพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ลี้ภัยต่างแดน(ป่าหิมพานต์)

    จากคนที่เคยสุขสบายบนกองทอง ไปนอนกลางดิน เพราะให้ทานช้าง และไม่เคยคิดว่าการให้ทานนั้น เป็นการตัดสินใจที่ผิดในชีวิตเลย

    และอย่างที่บอก การที่คนมาขอลูก ขอเมีย ก็เพื่อท้าทายว่า ที่ให้ทานช้างน่ะมันผิด การให้ทานที่ตัวเองและลูกเมียเดือดร้อนมันผิด

    แต่ท่านและภริยาและลูก ต่อสู้เพื่อ การให้ ครับ

    ความทุกข์หนักจนกระอักโลหิตในอุทรเมื่อเห็นลูกถูกตีโดยชูชก

    การช่วยคนอื่นที่ไหน ที่ไม่ทุกข์ ไปเอาภาระคนอื่นมาเป็นของตัวเอง จนหมดตัว ไม่เรียกว่า แบกทุกข์แทนคนอื่น อย่างนั้นหรือครับ

    ที่ท่านมีความสุข หมายถึง มหากุศลจิต ในมหาทานปรมัตถบารมี

    ในภาษาชาวบ้านปัจจุบัน ต้นเหตุทุกข์ของพระเวสสันดร คือ การให้ แต่พระเวสสันดรกลับแสดงให้ห็นว่า คนปุถุชนสามารถพัฒนาให้มีความสุขกับการให้ ต้นเหตุทุกข์ของชาวบ้านคือ การให้คนอื่นเป็นทุกข์ การเอาการรับ การเห็นแก่ตัวจะเป็นสุข

    มันสวนกระแสครับ
     
  19. ponravit20

    ponravit20 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ธันวาคม 2014
    โพสต์:
    19
    ค่าพลัง:
    +30
    ขอบคุณที่มาร่วมให้ความรู้ครับ สักวันหนึ่งผมอาจจะคิดเหมือนท่านก็ได้ครับ ตอนนี้ ผมขอเชื่อว่า การบริจาคนั้น ทำให้เราได้บารมี (กำลังใจ ส่วนผลอื่นๆก็ขึ้นกับบุญกรรมที่ทำไว้ ซึ่งถ้าเราทำดีเสมอๆมา คงมีแต่สิ่งดีๆ เช่น โพธิสัตว์บริจาคดวงตา แต่สุดท้ายได้ดวงตากลับมา หรือ พระเวสสันดร สุดท้ายก็ได้ทุกอย่างกลับมา หรือ โพธิสัตว์อยู่กับภรรยา 2 คนแต่ปฏิบัติพรหมจรรย์ทั้งคู่ แต่มีอยู่วันหนึ่ง โดนพระราชาที่หลงไหลในตัวภรรยาชิงตัวไป แต่สุดท้ายก็ให้กลับคืนมา
     
  20. ณฉัตร

    ณฉัตร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 เมษายน 2015
    โพสต์:
    631
    ค่าพลัง:
    +773
    ท่านลองบริจาคทรัพย์ทั้งหมดของท่านให้องค์กรการกุศล แล้วออกบวชไปอยู่ป่า

    ดูสิว่า ท่านจะได้กลับมาเป็นฝนเงินฝนทองหรือเปล่า

    อรรถกถา ก็บอกแล้วว่าพระเวสสันดรอบรมบารมีมาจะเต็มจึงเป็นอย่างนี้ มันก็ต้องคิดสิครับว่า แล้วตอนเริ่มต้นมันจะเป็นอย่างนั้นรึ

    แบบนี้ หมายความว่า ท่านเข้าใจว่า ใครบริจาคตาแค่ชาติเดียว ท่านจะได้ตากลับมาทันที ในโลกนี้ มีจริงที่คนบริจาคอวัยวะให้คนอื่น เค้าต้องรับความลำบากเพราะการนั้น โดยอวัยวะก็ไม่ได้กลับมาเลย

    เรื่อง กรรม ท่านก็เข้าใจผิด คิดว่าทุกอย่างคือวิบากกรรมที่ต้องชดใช้ แล้วการที่พระโพธิสัตว์กระโดดให้แม่เสือกิน เป็นวิบากกรรมอย่างนั่นรึ กฎแห่งกรรม ถ้าท่านเข้าใจง่ายว่า ชาติก่อนเราไปทำเค้ามา ชาตินี้เค้ามาทำเรา ดังนั้น หายกันไป พระโพธิสัตว์เคยกินเนื้อแม่เสือเมื่อชาติก่อน งั้นชาตินั่นต่อมาก็เลยต้องมากระโดดให้แม่เสือกิน เป็นวิบากกรรม ก็หายกัน

    ??? แล้วพระองค์ทำอะไรใหม่ มันจะส่งผลให้ท่านได้อะไรในเมื่อเป็นสิ่งที่ต้องชดใช้เค้า เหมือนท่านเป็นหนี้เค้า แล้วใช้หนี้เค้า แต่บอกว่า ให้ทานเค้า มันไม่ใช่ทานบารมีนะครับ มันแค่การใช้หนี้

    บารมีต้องทำโดยไม่ใช่ วิบากกรรม

    ท่านอย่าหลงสับสนเรื่องวิบากกรรมของกัณหากับชาลี จนลืมส่วนที่กัณหาและชาลีก็มีหลายส่วนที่ทำบารมีโดยไม่ใช่รับวิบากกรรม
     

แชร์หน้านี้

Loading...