ธรรมะ จากเพจ พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย สายหลวงปู่มั่น, 4 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,655
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +224
    “…การตำหนิติเตียนผู้อื่น ถึงเขาจะผิดจริงก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเองให้ขุ่นมัวไปด้วย ความเดือดร้อนวุ่นวายใจที่คิดตำหนิผู้อื่นจนอยู่ไม่เป็นสุขนั้น นักปราชญ์ถือเป็นความผิดและบาปกรรม ไม่มีดีเลย จะเป็นโทษให้ท่านได้สิ่งไม่พึงปรารถนามาทรมานอย่างไม่คาดฝัน การกล่าวโทษผู้อื่นโดยขาดการไตร่ตรอง
    เป็นการสั่งสมโทษและบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์
    จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน งดความเห็นที่เป็นบาปภัยแก่ตนเสีย ความทุกข์เป็นของน่าเกลียดน่ากลัว แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ทำไมพอใจสร้างขึ้นเอง…”

    หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  2. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,655
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +224
    “…วิธีปฏิบัติของผู้เล่าเรียนมาก…”

    ผู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์วินัยมาก มีอุบายมากเป็นปริยายกว้างขวาง ครั้นมาปฏิบัติทางจิต จิตไม่ค่อยจะรวมง่าย

    ฉะนั้น ต้องให้เข้าใจว่า ความรู้ที่ได้ศึกษามาแล้ว
    ต้องเก็บใส่ตู้ ใส่หีบไว้เสียก่อน ต้องมาหัดผู้รู้คือจิตนี้
    หัดสติให้เป็นมหาสติ หัดปัญญาให้เป็นมหาปัญญา
    กำหนดรู้เท่ามหาสมบัติมหานิยม
    อันเอาออกไปตั้งไว้ว่าอันนั้นเป็นอันนั้น
    เป็นวันคืนเดือนปี เป็นดินฟ้าอากาศกลางหาว
    ดาวนักขัตฤกษ์ สารพัดสิ่งทั้งปวง
    อันเจ้าสังขารคืออาการจิต
    หากออกไปตั้งไว้ บัญญัติไว้ว่า เขาเป็นนั้นเป็นนี้
    จนรู้เท่าแล้วเรียกว่า กำหนดรู้ทุกข์ สมุทัย
    เมื่อทำให้มาก เจริญให้มาก รู้เท่าเอาทันแล้ว
    จิตก็จะรวมลงได้ เมื่อกำหนดอยู่ก็ชื่อว่าเจริญมรรค
    หากมรรคพอแล้ว นิโรธก็ไม่ต้องกล่าวถึง
    หากจะปรากฏชัดแก่ผู้ปฏิบัติเอง

    เพราะศีลก็มีอยู่ สมาธิก็มีอยู่ ปัญญาก็มีอยู่
    ในกาย วาจา จิตนี้ ที่เรียกว่า อกาลิโก ของมีอยู่ทุกเมื่อ โอปนยิโก เมื่อผู้ปฏิบัติมาพิจารณาของที่มีอยู่ ปจฺจตฺตํ จึงจะรู้เฉพาะตัว
    คือมาพิจารณากายอันนี้ให้เป็นของอสุภะ เปื่อยเน่า แตกพังลงไปตามสภาพความเจริญของภูตธาตุ ปุพฺเพสุ ภูเตสุ ธมฺเมสุ
    ในธรรมอันมีมาแต่เก่าก่อน สว่างโร่อยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน
    ผู้มาปฏิบัติพิจารณาพึงรู้อุปมารูปเปรียบดังนี้

    อันบุคคลผู้ทำนาก็ต้องทำลงไปในแผ่นดิน ลุยตมลุยโคลนตากแดดกรำฝนจึงจะเห็นข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวสุกมาได้ และได้บริโภคอิ่มสบาย ก็ล้วนทำมาจากของมีอยู่ทั้งสิ้นฉันใด ผู้ปฏิบัติก็ฉันนั้น เพราะศีล สมาธิ ปัญญา ก็มีอยู่ในกาย วาจา จิต ของทุกคน

    ภูริทตฺตธมฺโมวาท หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จากหนังสือภูริทตฺตมหาเถรานุสรณ์

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  3. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,655
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +224
    “…แด่สตรีทุกคนที่มีกำลังใจเสมอพระโพธิสัตว์และปรารถนาเป็นคู่บารมีเพื่อช่วยพระโพธิสัตว์สร้างสมพุทธการกธรรม เพื่อความบรรลุพระโพธิญาน ได้ช่วยเหลือสรรพสัตว์ข้ามทะเลทุกข์
    ในอนาคตกาล…”

    “…พระโพธิสัตว์ มี ๓ ประเภทคือ ปัญญาธิกะ สัทธาธิกะ วิริยะธิกะ นางแก้วจำเป็นจะต้องมี ๓ ประเภทเช่นเดียวกันหรือไม
    จำเป็น ต้องเนื่องด้วยโพธิสัตว์คู่บารมีของตน…”

    ในบรรดาผู้อธิษฐานสร้างบารมีติดตามพระโพธิสัตว์มานั้น มีบุคคลสำคัญยิ่งคนหนึ่ง ที่ติดตามร่วมสร้างบารมีมาด้วยกันอย่างนานแสนนาน นานยิ่งกว่าพระสาวกองค์ใด ๆ

    ปัญญาธิกะโพธิสัตว์และนางแก้วคู่บารมี ร่วมบำเพ็ญเคียงคู่ยาวนาน ๔ อสงไขยแสนมหากัป

    ศรัทราธิกะโพธิสัตว์นางแก้วคู่บารมี ร่วมบำเพ็ญเคียงคู่ยาวนาน ๘ อสงไขยแสนมหากัป

    วิริยะธิกะโพธิสัตว์และนางแก้วคู่บารมี ร่วมบำเพ็ญเคียงคู่ยาวนาน ๑๖ อสงไขยแสนมหากัป

    นางแก้วคู่บารมีโพธิสัตว์เป็นหญิงผู้มีจิตเมตตา มีความเสียสละ ไม่แพ้พระโพธิสัตว์ เป็นคู่ครอง และเป็นคู่บุญบารมีร่วมกันข้ามภพข้ามชาติโดยไม่มีจิตคิดทอดทิ้งกัน ในหลายพันโกฏิกัปที่พระโพธิสัตว์เกิดมาเป็นคนยากจน คู่บารมีของพระองค์ก็จะเกิดมาเป็นหญิงยากจน มีศีล มีจาคะ และมีปัญญาเสมอกัน เป็นคู่ครองที่มีความรักและความเข้าใจกันเป็นอย่างดี และในหลายร้อยชาติ ที่พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดเป็นพระเจ้าบรมจักรพรรดิ มีเดชาฤทธิ์ปกแผ่ครอบคลุมมหาทวีปทั้ง ๔ มีรัตนะ ๗ ประการ คู่บารมีบรมโพธิสมภาร เมื่อนั้นคู่บารมีของพระองค์ก็จะบังเกิดเป็นอัครมเหสี เป็นอิตถีรัตนะ เป็นนางแก้วคู่บารมีแห่งพระองค์

    ความปรารถนาในอดีตกาลอันแสนไกล และความปรารถนาที่ได้ตั้งไว้นั้น ก็ได้ร้อยรัดให้นางแก้วและพระโพธิสัตว์ได้เกิดมาสร้างสมบุญบารมีร่วมกัน ได้เกิดมาพบกัน เป็นคู่ครองกันในเกือบทุกชาติที่ได้เกิดมา จนมาถึงชาติอันเป็นที่สุด

    “นางแก้ว” ผู้มีจิตเสมอกัน มีกุศลกรรมเสมอกัน มีความมั่นคงไม่หวั่นไหว เป็นที่รักของบุญกรรม เป็นคู่บุญบารมีของพระโพธิสัตว์
    ดังนั้นการที่หญิงใดจะอธิษฐานเป็นนางแก้วคู่บุญพระโพธิสัตว์ด้วยนั้น สตรีนางนั้นจะต้องวางกำลังใจให้หนักแน่นและเข้มแข็งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระโพธิสัตว์เองเลย เพราะตราบใดที่คู่ของตนเองยังไม่ตรัสรู้ธรรม ต่อให้พบพระพุทธเจ้ามากมายแค่ไหนก็ตาม หญิงท่านนั้นก็ไม่สามารถที่จะบรรลุธรรมถึงพร้อมนิพานได้ นอกจากนั้นยังต้องประสบกับความทุกข์ยากนานัปการที่หนักหนาสาหัสกว่าหญิงอื่นใด

    ทั้งหลาย… ต้องอย่าลืมว่าในการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์แต่ละพระองค์นั้น ต้องใช้ระยะเวลานานมาก เกิดมานับชาติไม่ถ้วน อีกทั้งต้องโปรดสาวกมากมาย ดังนั้นถึงแม้พระโพธิสัตว์แต่ละพระองค์จะมีนางแก้วหลักคู่บารมีแล้วก็ยังต้องมีนางแก้วรอง ๆ เพื่อติดตามลงไปนับพันนับหมื่นนาง

    นอกจากนั้นยังต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสามี หรือบุตร-ธิดาอันเป็นที่รักยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ เพราะ…ในการสร้างบารมีนั้นพระโพธิสัตว์ต้องกระทำมหาทานอันยิ่งใหญ่ ซึ่ง…การบริจาคลูก-เมียเป็นทาน ก็อยู่ในการสร้างบารมีข้อนั้นด้วย…

    ดังนั้นผู้ที่จะเป็นนางแก้วหลักที่จะตามพระโพธิสัตว์คู่ของตนไปจนกว่าจะจบกิจได้นั้น ต้องมีความเข้มแข็ง อดทน มีเมตตา มีบารมีสูงมาก…หรือจะพูดง่าย ๆ ก็คือ จะต้องวางกำลังใจเฉกเช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์พระองค์หนึ่งทีเดียว

    การเป็นนางแก้วคู่บารมีของพระโพธิสัตว์… ถ้ากำลังใจไม่เข้มแข็ง ไม่มุ่งมั่นจริง ๆ ถ้าในดวงจิตไม่ฉ่ำเย็นไปด้วยความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดีต่อผู้อื่นอย่างท่วมท้นจริง ๆ…ถ้าขาดเสียซึ่งขันติ ความอดทนอย่างยิ่งยวด…ขาดเสียซึ่งปัญญา ที่จะนำพาให้ทุกชีวิตมีแต่สันติสุข…ขาดเสียซึ่งบารมีทั้ง ๓๐ ทัศแล้ว… ต้องบอกว่า…ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นกันได้ง่าย ๆ เลย…”

    กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ภาพวาดสีน้ำมันนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg
    1518606426_323_แด่สตรีทุกคนที่มีกำลั.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  4. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,655
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +224
    ”…ไม่มีอะไรจะยากเท่ากับการฝึกหัดจิต รักษาจิตเพราะว่าเป็นธรรมดาว่าจิตของปุถุชนย่อมยากต่อธรรม แต่ ”ยาก” ในที่นี้ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ จะฝึกหัดไม่ได้
    ตา ดิ้นรนหารูปอันสวยงามก็ ระวังไว้เสีย
    หู ดิ้นรนหาเสียงอันชอบ ก็ระวังไว้
    จมูก ดิ้นรนหากลิ่นหอม ก็ระวังไว้
    ปากลิ้น ดิ้นรนหารสอันอร่อย ก็ระวังไว้
    กาย ถูกต้องสัมผัสใดๆ ก็ระวังไว้
    ผู้มีความเพียรกล้า ทำจิตของตนให้ควรแก่การงานได้…”

    หลวงปู่จาม มหาปุญโญ จากหนังสือ รสละมุน อุ่นละไม ๒๓๓๓

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  5. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,655
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +224
    “…สบายแท้ๆ พระ(พุทธ)เจ้านี้
    นั่งอยู่ได้ตามสบาย เป็นพุทธะแล้ว
    ทุกข์ก็ไม่เป็นทุกข์
    สุขก็ไม่เป็นสุข อยู่ได้ตามสบาย
    พุทฺธะพุทฺโธ ใครได้ใครถึงแล้ว เป็นต้องสบาย…”
    (พูดพร้อมเพ่งมองพระพุทธรูป)

    หลวงปู่จาม มหาปุญโญ จากหนังสือ รสละมุน อุ่นละไม หน้า ๑๑๘

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -พระพุทธเจ้านี.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  6. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,655
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +224
    “…ไม่เป็นกิเลส…”

    โยม : หลวงปู่ครับเมื่อได้ทำบุญกิริยาใด ๆ เมื่อได้ทำความดีใด ๆ ก็ตาม ควรจะอธิฐานควรจะตั้งใจไว้อย่างไรดีครับ

    หลวงปู่ : ตั้งใจไว้ให้มั่น เพราะเหตุมีแล้วผลย่อมมี ปลูกฝังข้าวลงแล้วนาดีดินดี น้ำดีปุ๋ยดี หญ้าไม่ขึ้นต่อสู้ ย่อมได้ข้าวได้น้ำ

    โยม : แล้วจะอธิษฐานว่าอย่างไรดี ครับผม

    หลวงปู่ : ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศลทั้งปวง
    ขออย่าให้เป็นผู้มีโรค
    ขอให้จิตเหินห่างจากบาปกรรมทั้งปวง
    ขอให้อย่าได้พอใจคบมิตรชั่ว
    ขอให้มีกำลังกายกำลังใจในการบำเพ็ญบารมี

    โยม : แล้วขออย่างนี้เขาว่าเป็นกิเลส

    หลวงปู่ : ไม่เป็น คนว่านั่นแหละกิเลสหลวงกิเลสใหญ่ เจ้าทิฏฐิใหญ่ ไม่รู้จักที่หนักที่เบาไม่รู้จักที่ควรทำไม่ควรทำ การอธิฐานไม่เป็นกิเลสหรอก เพราะไม่เป็นไปหาทุกข์แต่หาสุขหาธรรมมาใส่ตน…

    มหาปุญโญวาท ๖ หลวงปู่จาม มหาปุญโญ

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  7. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,655
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +224
    “…อดทนไว้ก่อน ทุกข์ก็ทน สุขก็ทน ทนต่อบุพกรรมทุกอย่าง ให้เรารู้ว่า..อยู่ตรงกลางของ สุข ทุกข์…”

    มหาปุญโญวาท หลวงปู่จาม มหาปุญโญ

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -ทุกข์ก็ทน.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  8. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,655
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +224
    “….การภาวนาไม่ใช่เพียงการกำหนดลมหายใจเข้าหายใจออก ไม่ใช่แค่การภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆ อย่างเดียว การภาวนาเป็นการแก้อารมณ์ อุบายอันไหนเป็นวิธีการที่จะแก้อารมณ์ วิธีการอย่างไรที่จะเป็นวิธีการแก้กิเลส การกระทำอย่างนั้นเป็นการภาวนาทั้งนั้น จึงให้แก้เราอยู่เสมอ เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าทรงสอนให้แก้เรา แก้กิเลส ความอยากเรื่องอาหารของเรา มันต้องแก้ด้วยการพิจารณาอาหารให้มันรู้จักให้มันเห็นว่าความจริงของอาหารเขาเป็นอย่างไร

    ที่โลกสมมุติว่าเป็นอาหารอันนั้นๆ มีค่าสูงอย่างนั้นๆ มีความเอร็ดอร่อยอย่างนั้นๆ กินเข้าไปผ่านลำคอเข้าไปแล้วมันมีรสชาติไหม กินเข้าไปผ่านลิ้นแล้วเอามือล้วงคอให้มันออกมา แล้วจะเป็นอย่างไร จะมีความประณีตตกค้างอยู่หรือเปล่า มันก็ของทิ้งดีๆ นี่

    พิจารณาร่างกายของเรา ผมตัดออกไป ขนโกนออกไป เล็บตัดออกไป ฟันถอนออกไป หนังก็เหมือนกันลอกออกไป แล้วผม ขน เล็บ ฟัน หนังที่ออกไปนั้นเป็นคนหรือเป็นของทิ้ง

    ของทิ้งทั้งนั้นก็ว่าเป็นเรา กิเลสมันไม่ใช่ของเล่นนะ มันดื้อด้าน มันเห็นชัดๆ มันก็ยังว่าของเรา มันดื้อด้าน มันไม่ฟังเหตุฟังผล มันไม่ยอมรับความจริง นี่ มันของทั้งทั้งนั้น ของทิ้งของตายที่ร่างกายของเรา เราตาย ตายแล้วก็เป็นของทิ้ง เป็นของทิ้งทั้งหมด….”

    หลวงปู่แบน ธนากโร

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  9. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,655
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +224
    เรื่อง “อัศจรรย์ญาณหยั่งรู้ของหลวงปู่มั่น”

    (ปกิณกธรรมของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)
    (เมตตาเล่าโดย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)

    “หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เมตตาเล่าเรื่อง
    ของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต”

    หลวงปู่เทสก์ฯ เล่าให้อาตมา(พระครูอุดมสังวรญาณ) ฟังว่า มีโยมนำแตงโมมาถวายท่านพระอาจารย์มั่น ท่านบอกเขาว่า “ท่านไม่รับ” โยมก็คะยั้นคะยอ “ทำไมถึงไม่รับ” ท่านพระอาจารย์มั่นฯ บอกว่า “ของไม่บริสุทธิ์” โยมเขาก็ชักสงสัยที่ท่านพูดอย่างนั้นว่าของไม่บริสุทธิ์ ก็เราเก็บมาจากไร่ของเราเอง ผลที่สุดจึงได้ไปดูที่ไร่ของตนปรากฏว่าเถาแตงโมมันเลื้อยมาจากไร่ของคนอื่น นี้คือประสบการณ์ที่หลวงปู่เทสก์เล่าให้ฟัง

    หลวงปู่เทสก์ฯ ไปอยู่เชียงใหม่กับท่านพระอาจารย์มั่น นี้ หลวงปู่เทสก์ เล่าอีกเรื่องว่า ท่านพระอาจารย์มั่น มาพักปฏิบัติธรรมแถวเชียงใหม่ มีชาวเขาเผ่าอะไรไม่ทราบ ขณะที่ท่านเดินจงกรมไปมาอยู่นั้น พวกชาวเขามาเห็นพระอาจารย์มั่น แล้วถามท่านว่า “ตุ๊เจ้าหาอะไร” ท่านตอบเขาว่าหา “พุทโธ” เขาบอกท่านว่า “จะช่วยท่านหาพุทโธ” ท่านก็เลยแนะนำอย่างนี้ๆ ชาวเขาผู้นั้นเป็นผู้ใหญ่บ้านของเผ่านั้นๆ พอมาหาพุทโธ ปรากฏว่าผู้ใหญ่คนนั้นเกิดความสงบ มีความสว่างไปทั่วป่า เขาเห็นพุทโธ ได้พุทโธแล้วก็ดีอกดีใจ ชวนลูกบ้านในเผ่ามาหาพุทโธ ซึ่งไม่รู้ภาษากันน่ะ แต่ท่านพระอาจารย์มั่นก็สามารถให้ชาวเขาเผ่านั้นรู้จักธรรมได้
    ______________________________________

    อีกเรื่องหนึ่งที่หลวงปู่เทสก์ท่านเล่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่เหมือนกัน แต่ท่านไม่ทราบสถานที่ใด ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าว่า “ตรงนั้นภาวนาดีเหลือเกิน จะนั่งจะพิจารณาอะไรก็ดูสว่างไสวไปหมด” แล้วท่านก็พิจารณา “สถานที่นี้เกี่ยวข้องอะไรกับเรา” ก็ปรากฏขึ้นมาในจิต ท่านเล่าให้หลวงปู่เทสก์ฟังว่า “แต่ก่อนเราเคยเป็นหมูป่า เป็นหมูป่าถูกนายพรานยิงและก็มาตายตรงนี้” หลวงปู่เทสก์ท่านก็ช่างจำ ได้กราบเรียนถามท่านพระอาจารย์มั่นหลายเรื่อง ท่านก็จะเล่าให้หลวงปู่เทสก์ฟังเสมอ

    มีสามเณรองค์หนึ่งมาจากอุบลราชธานี จำชื่อสามเณรไม่ได้ ตั้งใจมาปฏิบัติ ได้ยินข่าวว่าท่านพระอาจารย์มั่นเป็นพระอรหันต์ อยากไปปฏิบัติกับท่าน พอไปถึงแล้วท่านพระอาจารย์มั่น คงรู้ในจิต ท่านก็เลยรับสามเณรไว้ คราวนี้สามเณรได้ไปปฏิบัติไปนวดท่านพระอาจารย์มั่น ท่านก็หลับไป สามเณรก็คิดไปว่า “เอ! พระอรหันต์ ทำไมนวดอยู่ก็ยังหลับ” ท่านก็สวนขึ้นทันที “เออ เณร พระอรหันต์ไม่หลับหรอก” แสดงว่าท่านรู้วาระจิตสามเณร “พระอรหันต์ไม่หลับหรอก หลับแต่ธาตุขันธ์เท่านั้นเอง” ตอนนั้นหลวงปู่เทสก์มีความรู้สึกว่า “อยากเป็นพระอรหันต์บ้าง ได้มาปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์มั่น เราคิดอะไร ท่านก็รู้ แล้วนำมาเทศน์ และก็ตรงกับที่เราคิดทุกครั้ง”
    ______________________________________

    อย่างเรื่องเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ที่วัดบรมนิวาส ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่นมีความเคารพท่านเจ้าคุณอุบาลีฯมาก คราวหนึ่ง ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯคิดเรื่องข้อธรรม อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน และคิดเรื่องอนัตตา ท่านคิดพิจารณาอยู่ตั้งดึก คิดแล้วท่านก็ค้นหนังสือคำที่ว่านี้ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ค้นหนังสือและคิดอยู่ที่วัดบรมนิวาส ต่อมาเมื่อท่านพระอาจารย์มั่นลงมาที่วัดพระบรมนิวาส ได้เรียนถามเจ้าคุณอุบาลีฯว่า “ท่านเจ้าคุณสงสัยเรื่องอะไร? เมื่อคืนนั้น… ท่านเจ้าคุณค้นเรื่องนั้นๆ… หน้านั้นๆ… ใช่ไหม?” ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯตอบว่า “ท่านมั่นนี้แน่จริงๆนะ” นี้คือเรื่องที่หลวงปู่เทสก์เล่าให้อาตมาฟังต่อว่า “ผู้ใหญ่ท่านคุยกัน ปราชญ์ท่านคุยกันอย่างนี้แหละ”

    นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งหลวงปู่เทสก์เท่านั้นที่บางเรื่องท่านสามารถแย้งความเห็นกับท่านพระอาจารย์มั่นได้ ท่านมีความเห็นอะไรท่านก็พูดตรงๆ ท่านพระอาจารย์มั่นบอกว่า “ท่านเทสก์น่ะดื้อ เพราะเคยเป็นหลานท่านมาก่อน (ในอดีตชาติ) เคยเป็นทหาร ไม่ยอมใครง่ายๆ”
    _____________________________________

    ที่มาจาก “หนังสือบูรพาจารย์”

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -อัศจรรย์ญาณหยั่ง.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  10. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,655
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +224
    “…ฟังครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติของท่านมาแล้ว แต่ละองค์แต่ละท่าน เทศน์ของท่านมีแต่เน้นหนักลงไปในกองเกิดกองตาย เน้นหนักลงไปในกองธาตุกองขันธ์ เน้นหนักลงไปในกองผมกองขนกองเล็บกองฟันกองหนัง กองเกิดกองตายอันนี้ทั้งนั้น ถ้าหากว่าไม่เน้นหนักลงไปในจุดอันนี้แล้ว จะไปแก้ตรงที่เจ้าของหลงได้ตรงไหน…”

    หลวงปู่แบน ธนากโร

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  11. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,655
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +224
    “…ตัวเราคนเดียวที่เทียวรักเทียวชัง รักชังทุกข์โทษกับโลก
    หากตัวเองไม่แก้ไข ใครจะมาแก้ให้…”

    มหาปุญโญวาท หลวงปู่จาม มหาปุญโญ

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  12. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,655
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +224
    “…ธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์อยู่กับสติอันเดียว พระพุทธเจ้าว่าแล้วในโอวาทปาฏิโมกข์ไม่ใช่เรอะ

    ยานิกานิจิ ชงฺคลานํ ปาณานํ
    ปทชาตานิ สพฺพานิ
    ตานิ หตฺถิปเท สโมธานํ คจฺฉนฺติ
    หตฺถิปทํ เตสํ อคฺคมกฺขายติ

    ครั้นเทียบในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย
    ที่ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารจักร
    ท่องเที่ยวอยู่ในพื้นปฐพี รอยสัตว์ทั้งหลายไปรวมอยู่ในรอยเท้าช้าง อันเดียว มีรอยเท้าช้างเป็นใหญ่กว่าเขา รวมโม๊ด ราชสีห์อะไรลงไปรวมโม๊ด ฉันใดก็ดี ธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มันอยู่ในสติ

    เย เกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อปฺปมาทมูลกา
    อปฺปมาทสโมสรณา อปฺปมาโท เตสํ อคฺคมกฺขายตีติ

    กุศลธรรมทั้งหลาย คุณงามความดีทั้งหลาย
    จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลอยู่กับสติ
    (ความไม่ประมาท)แล้ว
    บุญกุศล เค้ามูลกุศลทั้งหลาย มาสโมสรรวมอยู่ในสติ สติเป็นใหญ่

    เพราะเหตุนั้น ครั้นรู้อย่างนี้แล้วว่า สติเป็นแก่นธรรม แก่นธรรมก็แม่นอันนี้ อยู่สำหรับทุกคนทีเดียว ทุกขณะมีอยู่ทุกคน พระพุทธเจ้าตรัสรู้ของจริง ผู้จะรู้เท่าตามจริงทั้งหลายทั้งปวง มีอยู่ทุกรูปทุกนาม แต่อาศัยว่าเราหลง จิตของเราเปรียบแปมาเหมือนเด็กอ่อน อ่อนแออยู่ เพราะเหตุนั้นแหละ สติเปรียบเหมือนพี่เลี้ยง ก็เจ้าของนั่นแหละ จิตนั่นแหละ พอมันระลึกขึ้นก็แม่นสติแล้ว สตินั่นอบรมจิต

    ครั้นอบรมจนมันรู้เท่าตามความเป็นจริงแล้ว มันจึงหายความหลง
    ความสว่างความหลงความสว่างนั่นก็หลง เพราะไม่มีสติ
    ครั้นมีสติคุ้มครอง หัดทำให้มันแน่วแน่ ให้มันแม่นยำ ให้มันสำเหนียกแล้ว มันจะรู้แจ้งทุกสิ่งทุกอย่าง สติเป็นเครื่องตี คือตีสนิมของมัน เปรียบดวงจิตเรียกว่า ความหลง เรียกว่า อวิชชา จิตนั่นแหละตัวอวิชชา มันหลงเรียกอวิชชา จิตมันหลง ขี้สนิมมันก็อยู่กับอวิชชา มันหลงนั่นแหละ ขี้สนิมโอบมัน ความหลงนั่นแหละ

    แต่ก่อนจิตผ่องใส พระพุทธเจ้าจึงว่า….

    ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ
    ตญฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺฐํ

    จิตเดิมธรรมชาติเลื่อมประภัสสร
    แต่อาศัยอาคันตุกะกิเลสคือ รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสทั้งหลาย เข้ามาสัมผัสแล้วมันหลงไปตาม จึงเป็นเหตุให้จิตนั้นเศร้าหมองขุ่นมัว ไม่รู้เท่าอวิชชา ปัจจัยของมัน ความโง่เรียกอวิชชาเหมือนกันกับเหล็ก เหล็กนั้นมันก็ดี ๆ อยู่นั่นแหละ แต่สนิมมันเกิดขึ้นในเหล็กนั่นแหละ แต่เขาตีขัดเกลาจนเป็นดาบคมได้ ใช้การได้ ถ้าไม่ตีมันก็อยู่อย่างนั้น สนิมกินเสียจนใช้การไม่ได้
    จิตของเราก็ดี อาศัยสติเป็นผู้ขัดเกลา อาศัยสติเป็นผู้คุ้มครองเชื่อมั่น อันที่จริงอาคันตุกะกิเลสก็ไม่เป็นปัญหา คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสภายนอก ไม่เป็นปัญหา เค้ามูละมูเลของมันก็คือ กาม กามาสวะ อวิชชาสวะ สามอันนี้เป็นอนุสัย เป็นสนิมของมัน เป็นสนิมหุ้มห่อจิตให้มืดมนอันธการ เพราะเหตุนี้แหละ เราหัดสติ ทำสติให้มีกำลัง เมื่อสติมีกำลังแล้ว จิตมันก็จะรู้เท่าตามความเป็นจริง ครั้นในมีสติแล้ว ก็เกิดสัมปชัญญะ ความรู้ตัวพร้อม
    ก็หมายความว่า ดวงปัญญานั่นแหละ ญาณก็ว่า ปัญญาก็ว่า…”

    หลวงปู่ขาว อนาลโย

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -๘๔๐๐๐-พระธรรมขันธ์.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  13. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,655
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +224
    หลวงปู่ผินะ ปิยธโร ท่านเล่าว่า… ในราวปี พ.ศ.๒๔๘๕ ท่านได้มีโอกาสเข้าไปที่วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร อยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นเวลา ๑ เดือน ในระหว่างที่ได้รับใช้ และปฏิบัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต มีอยู่คราวหนึ่งท่านได้นวดถวายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เมื่อท่านนวดถวายไปท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ก็ได้ผายลมออกมา และได้เอ่ยต่อท่าน ว่า…

    “เหม็น บ่”

    พระภิกษุผินะ (ปิยธโร) ตอบว่า….

    “ไม่เหม็น ขอรับ”

    พระอาจารย์มั่น (ภูริทัตโต) ตอบว่า…

    “บ๊ะ ตดหน่ะ ไผสิบ่เหม็น บีมีดอกมาแกล้งย่อมกั๋นนี่”

    (บ๊ะตดหน่ะ ใครจะไม่เหม็น ไม่มีหรอก มาแกล้งหลอกกันน่ะ )

    เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๕ ชาวบ้านต่างเดินทางไปที่ วัดสนมลาว อ.หินกอง จ.สระบุรี ด้วยภายหลังการมรณภาพลงอย่างสงบของ “หลวงปู่ผินะ ปิยธโร” สิริอายุ ๘๙ ปี เจ้าอาวาสวัดสนมลาว

    ร่างของหลวงปู่นั่งหมดลมหายใจ ในท่านั่งขัดสมาธิอย่างสงบ เหตุที่ไม่ปกติเพราะท่านมรณภาพเมื่อเวลาประมาณ ๐๕.๔๑ นาฬิกา แม้เวลาล่วงเลยกว่า ๑๒ ชั่วโมงแล้ว ร่างกายเนื้อตัวท่านยังอ่อนนิ่ม ไม่คล้ายดังคนที่หมดลมหายใจแต่อย่างใด

    หลวงปู่ผินะ ปิยธโร วัดสนมลาว อ.หินกอง จ.สระบุรี

    ขอน้อมกราบสักการะองค์หลวงปู่ผินะ ปิยธโร ด้วยเศียรเกล้า สาธุ สาธุ สาธุ

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -ปิยธโร-ท่านเ.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  14. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,655
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +224
    “…การตามดูใจของตัวเองนี่ น่าสนใจมาก ใจที่ยังไม่ได้ฝึก มันก็คอยวิ่งไปตามนิสัยเคยชินที่ยังไม่ได้ฝึก ไม่ได้อบรม มันเต้นคึกคักไปตามเรื่องตามราว ตามความคะนอง เพราะมันยังไม่เคยถูกฝึก ดังนั้นจงฝึกใจของตัวเอง การปฏิบัติภาวนาในทางพุทธศาสนา ก็คือการปฏิบัติเรื่องใจ ฝึกจิตฝึกใจของตัว ฝึกอบรมจิตของตัวเองนี่แหละ เรื่องนี้สำคัญมาก การฝึกใจเป็นหลักสำคัญ พุทธศาสนาเป็นศาสนาของใจ มันมีเท่านี้ ผู้ที่ฝึกปฏิบัติทางจิต คือผู้ปฏิบัติธรรมในทางพุทธศาสนา ใจของเรานี่มันอยู่ในกรง ยิ่งกว่านั้นมันยังมีเสือที่กำลังอาละวาดอยู่ในกรงนั้นด้วย ใจที่มันเอาแต่ใจของเรานี้ ถ้าหากมันไม่ได้อะไรตามที่มันต้องการแล้ว มันก็อาละวาด เราจะต้องอบรมใจด้วยการปฏิบัติภาวนา ด้วยสมาธิ นี้แหละที่เราเรียกว่า การฝึกใจ…”

    หลวงปู่ชา สุภัทโท

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  15. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,655
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +224
    “……อย่าตามโลก
    อย่าเมาตามโลก
    อย่าหลงตามโลก
    …….โลกนี้มันอย่างนี้ล่ะ อย่าวิ่งตาม
    ให้พิจารณาว่านั่น โลกนี้ มันก็อย่างนี้…….”

    มหาปุญโญวาท หลวงปู่จาม มหาปุญโญ

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  16. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,655
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +224
    “…ผู้ที่กิเลสเบาบางแล้วก็ยินดีที่จะพ้นทุกข์ในวัฏสงสาร.
    ผู้ที่ยังหนาอยู่ก็ทะเยอทะยานในทางวัตถุนิยม ตายคาวัตถุนิยม
    ผู้ที่กิเลสเบาบางแล้วก็ยอมตายคาคุณพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ภาวนาตาย เลือดทุกหยดบูชาพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์หมด สกลกายสกลใจบูชาพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์หมด
    มีทางเส้นเดียวหวังเพื่อพ้นทุกข์ในวัฏสงสารเลย.ไม่ได้หวังอันอื่น มึเจตนาอันเดียว ไม่มีเจตนาหลายอัน ผู้ที่มีกิเลสหนาปัญญาหยาบก็มีความหวังหลายอันอยู่ หวังจะแข่งดีแข่งเด่น.ในลาภในยศในสรรเสริญ.ตลอดแข่งปากแข่งท้องของตน.หวังจะล่ำจะรวยในวัฏสงสาร ห่วงลูกห่วงหลานห่วงเหลน ห่วงสารพัดๆ…”

    หลวงปู่หล้า เขมปัตโต

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  17. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,655
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +224
    “…สิ่งที่แก้ตัวไม่ได้ในปัจจุบันได้แก่การเกิด คือการเกิดมาแล้วจะเป็นสัตว์หรือเป็นมนุษย์ย่อมแก้ไขไม่ได้ในชาติหนึ่ง ๆ เหมือนสอบไล่ชั้นนั้น ๆ เมื่อสอบตกในขณะนั้นแล้วจะขอสอบแก้ตัวใหม่ย่อมไม่ได้ ต้องเรียนต่อไปอีกจนมีภูมิความรู้ควรจะสอบและโอกาสอำนวยแล้วจึงจะสอบได้อีก ถ้าสอบได้ก็เลื่อนชั้นขึ้นไป เราเกิดมาเป็นมนุษย์และสัตว์ จะถูกหรือผิดก็เกิดมาแล้ว เป็นสัตว์ประเภทใดก็เป็นเต็มที่ เป็นคนชั้นไหนก็เป็นคนเต็มที่ ถ้าขาดตกบกพร่องอวัยวะส่วนใดขาดเต็มที่ จะแก้ไขรูปร่างและส่วนบกพร่องของอวัยวะให้สมบูรณ์ก็แก้ไขไม่ได้ ถ้าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอวัยวะก็เป็นเต็มที่ สิ่งเหล่านี้ถ้าส่วนใดบกพร่องย่อมแก้ไขลำบาก

    ไม่เหมือนเครื่องอะไหล่ของเครื่องจักรเครื่องยนต์ ซึ่งมีขนาดพอหาซื้อได้ในห้างร้านต่าง ๆ เพราะสิ่งเหล่านี้มีไว้เป็นสินค้าทั่ว ๆ ไป ไม่เหมือนอวัยวะของคนและสัตว์ซึ่งเป็นอวัยวะที่จำเป็นและเป็นสิ่งจำเพาะ แม้จะมีสำรองอยู่บ้างก็เป็นสิ่งปลอมแปลง ไม่เหมือนธรรมชาติดั้งเดิมแท้ และใช้ก็ไม่ดีและมั่นคงเหมือนอวัยวะเดิม เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่ให้ประมาทในคุณค่าแห่งการเกิดของตน กำเนิดที่ต่ำเช่นสัตว์มีมากเหลือประมาณ ไปที่ไหนเจอแต่สัตว์ ในน้ำก็มี บนบกก็มี บนต้นไม้ ชายเขา ใต้ดิน บนอากาศ มีเกลื่อนไปหมด เพราะกำเนิดต่ำ สัตว์เกิดได้ง่าย แต่มนุษย์เราเกิดยากกว่าสัตว์ ฉะนั้น ความเป็นมนุษย์จึงเป็นลาภอันสูงสุดในชาตินี้

    คำว่ามนุษย์สมบัติจึงหมายเอา อวัยวะที่สมบูรณ์ประจำชาติของมนุษย์ ไม่บกพร่องส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและวิกลจริต ส่วนสมบัติตามมาทีหลังนั้นเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากมนุษย์สมบัติอันแท้จริง ไม่เป็นของจำเป็นยิ่งกว่าความมีอวัยวะอันสมบูรณ์ สมบัติเงินทองเป็นต้น แม้แต่คนตาบอดหูหนวกเขายังพอมีได้ แต่อวัยวะสมบัตินี้เป็นสมบัติก้นถุงแท้ คือเป็นทุนที่จะให้บำเพ็ญประโยชน์ในทางโลกและทางธรรมได้ตามความปรารถนา ทั้งเป็นเครื่องมืออันดีเยี่ยมในการสร้างโลกและสร้างธรรม เพื่อสวรรค์สมบัติและนิพพานสมบัติ เพราะเป็นศูนย์กลางแห่งภพชาติทั้งมวล สามารถสร้างตัวให้ดีเด่นได้ทั้งทางโลกทางธรรม…”

    พ่อแม่ครูอาจารย์องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  18. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,655
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +224
    “…ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ท่านถือผ้าบังสุกุลตลอดชีวิต
    ด้านบิณฑบาต หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พาลูกศิษย์ปฏิบัติยินดีภัตที่ตกลงในบาตร ไม่ค่อยส่งเสริมในการตามส่งทีหลังอันเป็นปัจฉาภัต ยินดีฉันรวมในบาตรทั้งหวานคาว ไม่ซดช้อน เอามือเป็นช้อน ด้านจีวร ยินดีบังสุกุลวางไว้ที่กุฏิบ้าง บันไดใกล้ที่ขึ้นลงบ้าง ทางไปส้วมและใกล้ทางจงกรม และทางไปบิณฑบาตบ้าง และในศาลาที่ประชุมฉันบ้าง

    แต่หลวงปู่มีภาพพจน์ลงไปอีก มีข้อสังเกตของพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน เล่าให้ผู้เขียนฟังเป็นพิเศษ จึงสังเกตได้ พระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน เล่าให้ฟังว่า…

    “…หล้าเอ๋ย ผมสังเกตหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้คือ ผ้าบังสุกุลอันใด ที่เจ้าศรัทธาเขาทำกองบังสุกุลไว้เป็นส่วนรวม เช่น ที่หนทางบิณฑบาตและศาลาและที่ร่มไม่ไกลจากกุฏิองค์ท่าน แม้ท่านจะขาดเขินสักเพียงใดก็ดี องค์ท่านไม่ค่อยจะใช้ให้เขา หรือไม่ใช้เลยก็ว่าได้ องค์ท่านใช้แต่เฉพาะที่เขาเอามาบังสุกุลไว้ที่กุฏิ ใกล้บันใด ใกล้ส้วม ใกล้บริเวณทางจงกรมขององค์ท่านเท่านั้น สังเกตดูดู๋ถ้าไม่เชื่อ…”

    เมื่อสังเกตดูก็เป็นจริงแท้ ๆ เพราะองค์ท่านลึกซึ้ง ใช้ของไม่มีราคีแก่ท่านผู้ใด และของที่เขาเอามาบังสุกุลใกล้บริเวณที่องค์ท่านอยู่และพักนั้นก็ดี องค์ท่านไม่ได้หวงไว้ใช้องค์เดียว เมื่อลูกศิษย์ขาดเขินก็ให้ทั้งนั้น

    ในยุคหนองผือนาใน เมืองสกล พระอาจารย์มหาบัว (ญาณสัมปันโน) เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ลึกซึ้งมากทุกวิถีทาง หลวงปู่ไว้ใจกว่าองค์อื่น ๆ ในกรณีทุก ๆ ด้าน ควรจะเปลี่ยนไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งก็ดี หรือครบทั้งไตรก็ดี หรือสิ่งใดที่ควรเก็บไว้เป็นพิเศษเฉพาะองค์หลวงปู่ก็ดี ในด้านจีวรและของใช้เป็นบางอย่าง ตลอดทั้งเภสัช เป็นหน้าที่ของท่านพระอาจารย์มหาบัว (ญาณสัมปันโน) ทั้งนั้น เป็นผู้แนะนำให้คณะสงฆ์รู้ความหมายลับหลังหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ทั้งนั้น และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ก็มิได้นัดหมายให้พระอาจารย์มหาบัว (ญาณสัมปันโน) ทำประโยชน์เพื่อองค์ท่านเองอย่างนั้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม ลึกหรือตื้น ด้วยประการใด ๆ เลย

    พระอาจารย์มหาบัว (ญาณสัมปันโน) เคารพลึกซึ้ง เป็นเอง และไม่ผิดธรรมด้วย ไม่ผิดวินัยด้วย เพราะธรรมวินัยมีอยู่แล้วว่า ภิกษุสามเณรใดไปไล่ทีตีเบี้ยปัจจัย ๔ ที่ได้มาโดยทางที่ชอบจากพระเถระในสังคมนั้น ๆ หรือสำนักนั้น ๆ เป็นอาบัติทุกกฎ ในพระวินัยปิฎกได้กล่าวไว้แล้ว

    ฉะนั้น ในพระพุทธศาสนาจึงเว้นคุณวุโฒ วัยวุโฒไม่ได้บิดามารดาฝ่ายฆราวาสก็โดยนัย กุลบุตรกุลธิดาจะไปไล่ทีตีเบี้ยในการกินการใช้กับบิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ก็ขาดความเคารพและสิริและไม่สมบูรณ์ในธรรมวินัยส่วนนี้ด้วย กลายเป็นตีเสมอ อกตัญญู

    แม้ถ้าองค์ท่านเกินงามในการกินการใช้ ก็ต้องมีอุบายละมุนละไม กลอุบายปรารภศึกษาโดยเคารพว่า ทำอย่างนั้นมันจะมิเกินไปดอกหรือประการใด เมื่อท่านเห็นว่าเกินไป ท่านก็จะผ่อนลงโดยสุภาพให้เราเข้าใจ เพราะเราใช้อุบายเตือนโดยเคารพ ท่านก็จะใช้อธิบายโดยเคารพละมุนละไม ผู้น้อยเตือนผู้ใหญ่ ใช้คำหยาบและเสียดสีไม่ได้ พระวินัยมีไว้แล้ว ผู้ใหญ่เตือนผู้น้อยแล้วแต่กรณีในเนื้อเรื่องและเหตุผล เป็นภาพพจน์อยู่กับท่าน แต่พระวินัยและธรรมห้ามมิให้ผูกอาฆาตและเฆี่ยนตีเพราะเกินไป พระองค์ทรงบัญญัติไว้พอดีแล้ว…”

    หลวงปู่หล้า เขมปัตโต

    กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้จัดทำภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -ภูร.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  19. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,655
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +224
    ธรรมะ — “คู่บารมี”

    ถาม : คู่บารมีจำเป็นต้องเป็นผู้ปรารถนาพุทธภูมิเท่านั้นหรือไม่เจ้าคะ

    พระอาจารย์ : อ๋อไม่หรอก คู่บารมีคือผู้ที่ชอบทำอะไรคล้ายคลึงกัน ชอบเที่ยวเหมือนกัน ชอบเต้นรำเหมือนกัน ชอบทำอะไรเหมือนกัน มันก็เป็นคู่ของตนไป เหมือนกับรองเท้าน่ะ มันก็ต้องพอดีกับเท้า ใช่ไหม ถ้ามันใหญ่กว่าเท้ามันก็จะไม่เป็นคู่ มันเล็กเกินไปก็ไม่ได้ เวลาเราซื้อรองเท้า เราก็ต้องเลือกขนาดของรองเท้าที่พอดีกับเรา เวลาเราหาคู่ครองเราก็หาคู่ที่ถูกกับเรา เหมาะกับเรา ฉะนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นขึ้นไปพุทธภูมิเพียงอย่างเดียว ไปเวียนว่ายตายเกิดด้วยกันก็ได้ บางคู่ก็อยากจะกลับมาเกิดเจอกันอยู่เรื่อยๆ ทุกภพทุกชาติ ตายไปแล้วชาติหน้าก็ขอได้กลับมาเกิดได้มาเจอกันอีก.

    ธรรมะบนเขา

    วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๐

    พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

    -คู่บารมี.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  20. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,655
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +224
    “เหตุให้โต้เถียงวิวาทกัน”

    ” .. หลวงปู่ว่า “ตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ ตราบนั้นย่อมมีทิฏฐิและเมื่อมีทิฏฐิแล้วยากที่จะเห็นตรงกัน” เมื่อเห็นไม่ตรงกัน “ก็เป็นเหตุให้โต้เถียงวิวาทกันอยู่ร่ำไป”

    สำหรับ “พระอริยเจ้าผู้เข้าถึงธรรมแล้ว ก็ไม่มีอะไรสำหรับมาโต้แย้งกับใคร” ใครจะมีทิฏฐิอย่างไร ก็ปล่อยเป็นเรื่องของเขาไป .. ”

    หลวงปู่ดุลย์ อตุโล

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...