ความหมายของการสวดมนต์ไหว้พระ

ในห้อง 'บทสวดมนต์ - คาถา' ตั้งกระทู้โดย HONGTAY, 29 กันยายน 2009.

  1. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,539
    กระทู้เรื่องเด่น:
    133
    ค่าพลัง:
    +147,199
    [​IMG]

    การสวดมนต์ไหว้พระ ได้นิยมมาแล้วตั้งแต่โบราณกาล แม้ในศาสนาพราหมณ์ ก็ได้นิยมสวดดังที่เรียกกันว่า สาธยายมนต์ ร่ายมนต์ เพื่อความทรงจำพระเวทบ้าง เพื่อสิริมงคลบ้าง ในทางพระพุทธศาสนา ก็มีการสวดสาธยายเช่นเดียวกัน ในชั้นต้นเพ่งเพียงสวดสาธยาย เพื่อความทรงจำหลักคำสอนที่เป็นพระพุทธวจนะเท่านั้น เมื่อชาวบ้านได้ยินพระสงฆ์สวดสาธยายก็พากันอนุโมทนา และได้ถือกันว่าการได้ยินได้ฟังพระสงฆ์สวดสาธยายเช่นนั้นเป็นสิริมงคล ในสมัยนั้น ยังไม่มีตำราที่จดจารึกเอาไว้ ต้องท่องจำให้ได้ด้วยวาจา

    บทสวดในพระพุทธศาสนามีมาก พระภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกาถือเป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา ประโยชน์ของการสวดมนต์ไหว้พระที่เห็นได้ชัด มี ๓ อย่าง คือ

    ๑. เป็นปริตรป้องกันเหตุเภทภัยต่าง ๆ

    ๒. เป็นการทรงจำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้

    ๓. เป็นกัมมัฏฐานอบรมจิตใจของตน ทั้งที่เป็นสมถะและวิปัสสนา

    ด้วยเหตุทั้ง ๓ ประการนี้ ที่ถือกันว่าเป็นสิริมงคล และสามารถที่จะป้องกันภัยอันตรายได้นั้น จึงพากันนิยมการสวดสาธยาย เป็นไปทั้งทางวัดและทางบ้าน ภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกาได้สวดเป็นประจำ เช่น ทำวัตรไหว้พระเป็นต้น ในบางสมัยเมื่อปรารภเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น ก็อาราธนาพระสงฆ์สวดเพื่อสิริมงคลบ้าง เพื่อเจริญความสังเวชบ้าง เมื่อมีความนิยมมากขึ้น ต่อมาก็เลยนิยมเป็นพิธีทั้งในพระราชพิธีและพิธีของปวงชนทั่วไป.

    การสวดมนต์ ได้มีเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้ายังดำรงอยู่ มีบัญญัติในพระวินัยของนางภิกษุณีก็มี เช่น ห้ามนางภิกษุณี และทรงห้ามพระภิกษุเรียนเดรัจฉานวิชา แต่ให้เรียนปริตรป้องกันเหตุเภทภัยต่างๆ เมื่อมีเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น พระสงฆ์ก็ใช้สวดสาธยายพระพุทธวจนะนั้นตามสมควรแก่เหตุการณ์ ดังมีเรื่องเล่าว่า เมื่อคราวเมืองเวสาลี เกิดโรคระบาดทำให้คนและสัตว์ตายเป็นอันมาก พระอานนท์ ได้ไปยังที่นั้นแล้วสวดรตนสูตร โรคนั้นระงับไป เมื่อสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงประชวร โปรดให้พระจุนทเถระสวดโพชฌงคสูตรถวาย ครั้งหนึ่งพวกภิกษุไปบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ป่า ถูกพวกอมนุษย์รบกวน กลับมาเฝ้ากราบทูลพระผู้มีพระภาค พระองค์โปรดให้สวดกรณียเมตตสูตร แล้วอยู่ต่อไป ภัยเหล่านั้นก็ไม่มี หรือเมื่อพระโมคคัลลานะและพระมหากัสสปะเป็นไข้หนัก พระพุทธเจ้าได้สวดโพชฌงคสูตร ให้สดับแล้วหายจากโรคภัยไข้เจ็บ อานิสงส์ของการสวดมนต์ไหว้พระ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้มีเทศนาอยู่ตอนหนึ่งในหนังสือบูรพาจารย์ที่ทางมูลนิธิพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้จัดพิมพ์ขึ้นมีใจความว่า การสาธยายพุทธมนต์ ใครสวดก็ตาม จะเป็นกิจวัตรพระสงฆ์ เช้า - เย็น หรือชาวพุทธทุกคนสวดพุทธคุณ ระลึกในใจ มีอานุภาพแผ่ไปได้หมื่นจักรวาล พูดสวดออกเสียงพอฟังได้ มีอานุภาพไปได้แสนจักรวาล สวดมนต์เช้า - เย็น ธรรมดามีอานุภาพแผ่ไปได้แสนโกฏิจักรวาล สวดเต็มเสียงสุดกู่ มีอานุภาพแผ่ไปได้ อนันตจักรวาล แม้สัตว์ที่อาศัยอยู่ในภพที่สุดอเวจีมหานรกยังได้รับความสุข เมื่อแว่วเสียงพุทธมนต์ผ่านเข้า ถึงชั่วขณะหนึ่งครู่หนึ่ง (ชั่วช้างพับหูงูแลบลิ้น) ดีกว่าหาสุขไม่ได้ตลอดกาล นี้คืออานิสงส์ของการเจริญพระพุทธมนต์

    พิธีกรรมไหว้พระและสวดมนต์ ในพระพุทธศาสนา
    การไหว้พระเป็นกิจเบื้องต้น ต้องทำก่อนสวดมนต์ ไหว้พระกับบูชาพระโดยใจความอย่างเดียวกัน ไหว้พระก็จะประสงค์ให้ระลึกถึงคุณพระ บูชาพระก็เพื่อให้ระลึกถึงคุณพระว่า ควรแก่การบูชา แต่โดยวัตถุต่างกัน ไหว้พระไม่มีเครื่องบูชาเป็นแต่ประนมมือระลึกด้วยใจเปล่งด้วยวาจา กราบลงด้วยกายก็สำเร็จ เป็นไหว้พระพร้อมด้วยไตรทวาร คือ ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยตามคำประกาศเป็นมโนประณามหนึ่ง เปล่งวาจา ประกาศคุณพระรัตนตรัย เป็นวจีประณามหนึ่ง กราบลงด้วยเบญจางคประดิษฐ์ คือ ฝ่ามือทั้ง สอง เข่าทั้งสองและหน้าผากหนึ่ง รวมเป็นห้าจดลงกับพื้นเป็นกายประณามหนึ่ง ส่วนบูชาพระมีเครื่อง บูชา เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน หรือเครื่องตกแต่งประดับประดา ซึ่งอาจทำความเลื่อมใสศรัทธาให้ทวีมากขึ้น เมื่อแลเห็นแสงประทีปสว่างไสวและหอมตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นธูป เทียน และดอกไม้ อันยังน้ำใจของผู้เห็นทำให้อิ่มเอิบไปด้วยศรัทธาโน้มน้าวใจให้นึกถึงคุณพระรัตนตรัยยิ่ง ๆ ขึ้นไป

    การสวดมนต์ คือการกล่าวคำศักดิ์สิทธิ์ อันมีฤทธิ์มีอำนาจเหนือชีวิตจิตใจ ได้แก่การสรร เสริญ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ และมนต์ของพระพุทธเจ้าซึ่งเรียกว่า “พระพุทธมนต์” แต่พระพุทธมนต์เป็นคำศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง ผู้นับถือพระพุทธศาสนาย่อมนับถือพระพุทธมนต์เสมอด้วยชีวิตจิตใจ ถือว่าเป็นเครื่องป้องกันภัยอันตราย และประสิทธิ์ประสาทความเจริญ ให้จัดเป็นกุศลพิธีมาแต่ครั้งพุทธกาล การสวดมนต์ใช้สวดกันเป็นภาษามคธเป็นพื้น เพราะภาษามคธเป็นภาษาหลักเดิมของพระพุทธศาสนา และนับถือกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ข้อสำคัญควรรู้ความที่สวดนั้นด้วย การสวดมนต์ที่เราเห็นกันอยู่คือการสวดเป็นกิจวัตรสำหรับตนอย่างหนึ่ง ฟังพระสวดมนต์ในพิธีต่างๆ อย่างหนึ่ง ในการสวดก็มีหลายแบบ หลายวิธีสุดแต่จะนิยมสวดกัน ส่วนที่นิยมเป็นอย่างเดียวกันและเว้นไม่ได้ก็คือ บทนมัสการพระ ได้แก่ “นะโม” บทนี้ต้องใช้ขึ้นต้นเสมอไปไม่ว่าในพิธีใด ๆ และดูเหมือนจะขึ้นใจกันในบทนี้ก่อน เพราะเป็นบทไหว้พระบรมครู ที่ต้องการว่าก่อน เรียกว่าตั้ง นะโม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อท่านผุ้เป็นพระบรมครูของโลก ผู้เริ่มสร้างหลักธรรมของพระพุทธศาสนาขึ้นจะได้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ในบทที่จะสวด บทต่อไปมีอยู่ ๕ บท คือ นะโม บทหนึ่ง ตัสสะ บทหนึ่ง ภะคะวะโต บทหนึ่ง อะระหะโต บทหนึ่ง สัมมาสัมพุทธัสสะ บทหนึ่ง ทั้ง ๕ บทนี้ มีตำนานมาว่า

    ครั้งหนึ่งเทวดาห้าองค์ คือ สาตาคิรายักษ์ องค์หนึ่ง อสุรินทราหู องค์หนึ่ง ท้าวมหาราช องค์หนึ่ง ท้าวสักกะ องค์หนึ่ง ท้าวมหาพรหม องค์หนึ่ง ไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าอย่างจับใจ จึงได้เปล่งวาจาขึ้น

    สาตาคิรายักษ์ เปล่งวาจาว่า นะโม
    อสุรินทราหู เปล่งวาจาว่า ตัสสะ
    ท้าวมหาราช เปล่งวาจาว่า ภะคะวะโต
    ท้าวสักกะ เปล่งวาจาว่า อะระหะโต
    ท้าวมหาพรหม เปล่งวาจาว่า สัมมาสัมพุทธัสสะ


    ใช้สำหรับเป็นบทนมัสการพระพุทธเจ้า ตั้งแต่นั้นมาจนทุกวันนี้ ใจความของนะโมนั้นมีว่า “ขอนอบน้อม แด่สมเด็จพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น” เพียงเท่านี้ก็เป็นอันประกาศพระคุณของพระพุทธเจ้า อย่างรวบยอดโดยสิ้นเชิง พระคุณของพระพุทธเจ้าอย่างรวบยอดมี ๓ ประการ คือ

    ๑. ทรงตรัสรู้ ชอบด้วยพระองค์เอง เรียกว่า พระปัญญาคุณ

    ๒. ทรงบริสุทธิ์สิ้นเชิง เรียกว่า พระวิสุทธิคุณ

    ๓. สั่งสอนผู้อื่นให้รู้ยิ่งตามความเป็นจริง เรียกว่า พระกรุณธิคุณ

    การสวดมนต์เป็นหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนมานานแล้ว ทั้งสวดด้วยตนเองและฟังพระสวด การสวดด้วยตนเอง ได้กล่าวแล้วว่า เป็นกิจวัตรสำหรับตน ซึ่งจะต้องทำเสมอ ๆ เพื่อให้เกิดสวัสดิมงคลแก่ตน และเป็นเครื่องปลอบใจให้สงบไม่ฟุ้งซ่าน โดยนึกถึงคุณพระเป็นอารมณ์ เพื่อหน่วงเหนี่ยวน้ำใจให้แช่มชื่น อยู่ในพระคุณของท่าน แม้เวลามีอันตราย เมื่อนึกถึงคุณพระก็บรรเทาความหวาดสะดุ้งไปได้ชั่วขณะ ในโลกนี้ ใครที่จะถูกขอร้องให้ทำงานทั้งใหญ่ ทั้งหนักทั้งมาก และไม่มีเวลาหยุดเหมือนคุณพระเป็นไม่มีแล้ว งานแต่ละอย่างที่ถูกขอร้องนั้น ล้วนมหึมาทั้งสิ้น เช่น งานดลบันดาล งานคุ้มครองป้องกัน งานปกป้องรักษา ดังปรากฏในคำขอร้องอวยพรต่าง ๆ ในที่ทั่ว ๆ ไป คุณพระต้องแบ่งภาคทำงานใหญ่ ทุกทิศทุกทางไม่หยุดหย่อน แล้วแต่ว่าเขากลัวกันในด้านไหน ต้องการอะไร เขาก็ขอร้องให้ทำทั้งนั้น เขาไปรบก็ต้องแบ่งภาคไปกับเขา ถ้าเขาไปกันแสนหนึ่ง ก็ต้องแบ่งภาคไปแสนหนึ่ง ที่เฝ้าแนวหลังก็ต้องแบ่งภาคอยู่ด้วย ทุกวัดวาอาราม ทุกบ้านเรือนที่นับถือต้องอยู่ช่วยกันทั้งนั้น จนกระทั่งเด็กเล็ก ๆ ก็ต้องแบ่งภาคเป็นองค์เล็ก ๆ ให้ผูกคอ ทั้งเป็นหมอวิเศษนัก ผู้ที่เส้นประสาทไม่ค่อยดี เพราะเสียงสัญญาณภัย ทางอากาศ ถ้าไม่ได้คุณพระซึ่งเป็นหมอวิเศษแล้วจะเลยเป็นบ้ากันยกใหญ่ ถึงที่เส้นประสาทดีก็ได้ท่านรักษาอีก จึงคงดีอยู่ได้มาก เรารบกวนท่านแล้วถึงเพียงนี้ ก็ควรทำให้ดีอยู่กับท่านเสมอ ๆ นึกถึงท่านทุกวันคืน ไม่ใช่นึกถึงท่านเพียงชั่วขณะมีอันตรายเท่านั้น ทำได้ดังนี้เป็นสวัสดีแน่ ๆ


    ความหมายเครื่องบูชาบนโต๊ะหมู่
    เครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัยที่ชาวพุทธทั้งหลายได้เอามาบูชานั้น ล้วนแต่มีความหมายและแฝงไว้ซึ่งปรัชญา แต่ชาวพุทธอีกจำนวนมากไม่ทราบเลยว่า ทำไมจึงต้องมีสิ่งเหล่านี้ และมีไว้เพื่ออะไร ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอเข้าเรื่อง “ความหมายเครื่องบูชาบนโต๊ะหมู่” เพื่อความเข้าใจอันดีและถูกต้องตามความหมาย จึงใคร่ของนำมาเสนอแนะ ดังต่อไปนี้

    ธูป สำหรับบูชาพระพุทธเจ้า นิยมจุดครั้งละ ๓ ดอก หมายความว่า พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายนั้น พระองค์มีพระคุณมากมายสุดที่พรรณนาได้ แต่เมื่อจะย่อลงให้น้อยที่สุดก็เหลือเพียง ๓ ประการ คือ ๑. พระปัญญาคุณ ๒. พระบริสุทธิคุณ ๓. พระมหากรุณาธิคุณ

    ธูปที่บูชาบนโต๊ะหมู่ จึงหมายถึงพระคุณทั้ง ๓ ประการนี้ บรรดากลิ่นหอมทั้งหลายที่มีอยู่ในโลก ส่วนใหญ่เป็นกลิ่นที่ยั่วยุกามารมณ์ให้กำเริบ กลิ่นธูปเป็นกลิ่นที่น่าอัศจรรย์ คือเป็นกลิ่นหอมและกลิ่นอันสามารถทำจิตใจให้สงบได้ แต่กลิ่นของศีลนั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า เป็นกลิ่นที่ทวนลมและเป็นกลิ่นตามลม ที่เหล่าเทพยดาทั้งหลายทรงสรรเสริญและยกย่อง แม้พระองค์ทรงดับขันธ์ปรินิพพานไปนานกว่า ๒๕๐๐ ปีเศษ กลิ่นแห่งศีลของพระองค์ก็ยังตรึงใจของเหล่าชาวพุทธอยู่ตลอดเวลา

    เทียน เทียนที่นิยมใช้จุดบูชานั้น มี ๒ เล่ม เป็นอย่างน้อย หมายความว่า บรรดาคำสอนที่เป็น “สัตถุศาสน์” คือ คำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อแยกประเภทออกแล้วมีอยู่ ๒ ประเภทด้วยกัน คือ

    ๑. พระวินัย สำหรับฝึกหัดกาย วาจา ให้เรียบร้อย

    ๒. พระธรรม สำหรับฝึกใจให้สงบเพื่อจะได้พบความสุข

    ดังนั้น เทียน ๒ เล่ม จึงเป็นเครื่องหมายถึงพระธรรมวินัย หรือ ที่เราเข้าใจกันว่า ศีลธรรมนั่นเอง จะเป็นศีล ๕, ศีล ๘, ศีล ๑๐, ศีล ๒๒๗, ศีล ๓๑๑ ก็ตาม ล้วนแต่อยู่ในความหมายนี้ และอีกอย่างหนึ่ง เทียนนี้ท่านผู้รู้ได้เปรียบเหมือนมารดาและบิดาผู้ให้กำเนิดแก่บุตรธิดา เพราะเทียนนั้นเมื่อจุดแล้วให้แสงสว่างแก่ผู้จุด แต่เทียนนั้นก็ค่อย ๆ หมดไปเหมือนมารดาและบิดาผู้เลี้ยงดูบุตรธิดาให้เติบโต และให้ได้รับการศึกษาวิชาความต่าง ๆ ส่วนสภาพ ร่างกายนั้นก็เหี่ยวแห้งลงตามลำดับ ฉันใด เทียนที่จุดแล้วให้ความแสงสว่าง และตัวเองก็ค่อย ๆ หมดไปฉันนั้น

    พระธรรมไม่ว่าจะเป็นธรรมขั้นพื้นฐาน ขั้นกลาง หรือขั้นสูงสุด ก็รวมอยู่ในความหมายนี้เช่นกัน ผู้ที่จุดเทียนในที่มืดไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม ย่อมจะทำที่นั้นให้สว่าง สามารถมองเห็นทางเดินได้อย่างชัดเจน ฉันใด พระธรรมและพระวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ฉันนั้น ผู้ใดทำให้เกิดมีขึ้นในใจมากเท่าใด ก็จะเป็นแสงประทีปนำทางของผู้นั้นให้ได้พบความสว่างและความสงบ มีปัญญาเฉลียวฉลาดอย่างที่ไม่เคยมีปัญญาใด ๆ ในโลกจะมาเทียบได้

    ดังนั้น การบูชาทุกครั้งจึงต้องจุดเทียนก่อนเสมอ เพื่อแสดงให้เห็นว่าศีลทุกคนจะต้องรักษาเพื่อดัด กาย วาจา ของตนให้ละเอียดประณีตขึ้น และธรรมทุกคนจะต้องประพฤติเพื่อความอยู่เป็นสุขใจสังคมมนุษย์ อย่างน้อยที่สุดต้องมีความรักความเอ็นดู ความสงสาร และการไม่เบียดเบียนกันและกัน โลกจึงจะสงบสุข พบกับสันติภาพ

    ดอกไม้ การนำดอกไม้มาบูชานั้นมีความหมายว่า อันธรรมดาว่าดอกไม้นานาพันธุ์ที่เกิดอยู่ตามธรรมชาติ ย่อมมีความสวยงามตามสมควรแก่สภาพของมัน แต่พอบุคคลนำมากองไว้ปะปนกัน โดยมิได้จัดให้มีระเบียบ ย่อมไม่สวยงามไม่น่าดูไม่น่าชม แต่ถ้านายมาลาการคือช่างดอกไม้ นำมาร้อยจัดสรรให้เป็นระเบียบเสียบไว้ในแจกัน หรือใส่พานประดับแต่งให้มีระเบียบแล้ว ย่อมจะแลดูสวยงาม น่าดู น่าชม ข้อนี้ฉันใด เหล่าพระสงฆ์สาวกของพระพุทธ องค์ คราวที่ท่านอยู่ครองฆราวาส มีกิริยามารยาท ทางกาย วาจาและใจงามเหมาะสมตามควรแก่ตระกูลของตน หยาบบ้าง ประณีตบ้าง ละเอียดบ้างอันไม่เท่ากัน แบ่งชั้นวรรณะกันไปตามตระกูลวงศ์ มีอัธยาศัยต่าง ๆ กันไป เมื่อมีศรัทธาเลื่อมใสเข้ามาบวชรวมกันอยู่ ถ้าไม่มีระเบียบข้อวัตรปฏิบัติให้เป็นอันเดียวกันก็ไม่ต่างอะไรกับดอกไม้ที่นำมากองไว้ ไม่มีระเบียบ ไม่น่า เลื่อมใส ไม่น่าเคารพบูชาแก่ผู้ที่พบเห็น ครั้นพระพุทธเจ้าผู้เป็นเสมือนนายช่างดอกไม้ผู้ฉลาด พระองค์ได้ทรงวางระเบียบปฏิบัติคือ พระธรรมและพระวินัยไว้เป็นแบบแผนปฏิบัติ จัดสรรพระสงฆ์สาวกเหล่านั้น ให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในระเบียบเดียวกัน จึงเกิดมีระเบียบเรียบร้อย น่าเคารพ น่าเลื่อมใสศรัทธาแก่บรรดาผู้ที่ได้พบเห็นฉันนั้น

    ดอกไม้ที่เลือกสรรมาบูชานั้น ชาวพุทธส่วนมากนิยมนำดอกไม้ที่มีคุณลักษณะที่ดีงามมาบูชา คือเป็นดอกไม้ที่กำลังแรกแย้ม มีกลิ่นหอม และมีสีสวยสด ไม่นิยมนำดอกไม้เหี่ยวแห้งมาบูชาหรือดอกไม้ ที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ เช่นดอกไม้ที่ทำด้วยพลาสติกเป็นต้น เพราะเชื่อกันว่าผู้บูชาด้วยดอกไม้ที่มีสีสวยมีกลิ่น หอม และเป็นดอกไม้แรกแย้มแล้ว เมื่อคราวจะได้อะไร ก็จะได้แต่ของที่ใหม่สดเสมอ ไม่เป็นมือสองรองจากใคร ดุจตาชูชกผู้มีอายุแก่คราวปู่ได้นางอมิตตา ซึ่งเป็นสาวแรกรุ่นมาเป็นเมีย ส่วนผู้ที่บูชาด้วยดอกไม้ ที่เหี่ยวแห้ง เช่นดอกไม้ที่ทำด้วยสิ่งประดิษฐ์ด้วยพลาสติก อาจมีสีสวยแต่ไม่มีกลิ่นหอม เข้าทำนองที่ว่า สวยแต่รูปจูบไม่หอม ผู้นั้นเวลาจะได้อะไรก็มักจะได้ของที่ไม่ดี ไม่สวยเป็นที่พอใจ ตัวอย่างนางอมิตตาได้ ตาชูชก ซึ่งแก่คราวปู่มาเป็นสามี

    อย่างไรก็ตาม การบูชาด้วยดอกไม้นั้นนิยมนำดอกบัวตูมมาถวายพระหรือบูชาพระ เพราะลักษณะคล้ายรูปหัวใจ มีความหมายว่า ดอกบัวนั้น มีถิ่นกำเนิดในเปลือกตมไม่สะอาดแต่พอพ้นน้ำแล้วบาน สะพรั่งสวยงามเปรียบได้กับพระสงฆ์สาวกที่ออกจากเปลือกตม คือ กิเลส เบ่งบานด้วยรสพระธรรม ตัดความอาลัยคือ กามคุณห้าได้แล้ว เป็นพระอริยบุคคล (การบูชาด้วยดอกบัวนั้น จะให้มีความหมายที่ถูกต้องแล้ว ต้องบูชาให้ครบ ๘ ดอก ซึ่งหมายถึง พระอริยบุคคล ๘ จำพวก มีพระโสดาบันเป็นต้น)

    สรุปได้ความว่า ธูป ๓ ดอก ที่จุดบูชานั้น หมายถึงพระพุทธคุณทั้ง ๓ ประการ คือ

    ๑. พระปัญญาคุณ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงด้วยพระองค์เองโดยไม่มีใครสอน)
    ๒. พระบริสุทธิคุณ (ความบริสุทธิ์หมดจดสิ้นราคะ โทสะ และโมหะ)

    ๓. พระมหากรุณธิคุณ (มีเมตตาสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตามความเป็นจริง)

    เทียน ๒ เล่ม หมายถึงจุดเพื่อบูชาคุณของศีลและธรรม ซึ่งเป็นคำสอนของพระบรมศาสดา ที่พระองค์ทรงค้นพบด้วยปัญญาของพระองค์เอง

    ๑. เทียนเล่มซ้ายมือผู้จุด หมายถึงพระวินัยคือศีลทั้งหมด

    ๒. เทียนเล่มขวามือผู้จุด หมายถึงพระธรรมที่พระองค์ทรงค้นพบแล้วทรงสั่งสอนหมู่มนุษย์และ เทวดาให้มีจิตใจอ่อนโยน

    เวลาจุดเทียนต้องจุดเล่มซ้ายมือของเราก่อน เพราะหมายถึง ศีลซึ่งกำจัดกิเลสอย่างหยาบ ปรกติเมื่อจะทำบุญใด ๆ (ทำความดี) ก็ตามจะต้องรับศีล

    การจุดเทียนเล่มขวามือของเรานั้น หมายถึงพระธรรมอันเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด และรักษาผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมมิให้ตกไปทางที่ชั่ว

    ดอกไม้ที่นำมาบูชาพระบนโต๊ะหมู่นั้น หมายถึงพระสงฆ์ที่ท่านออกจากบ้านเรือนมาบวชแล้วตั้งอยู่ในศีลธรรม ทั้งที่เป็นพระอริยสงฆ์ และพระกัลยาณะ สมมติสงฆ์ เมื่อเราทราบความหมายดังนี้แล้ว จึงควรที่เราทั้งหลายมาช่วยกันรักษาและกราบไหว้ให้ถูกต้อง และสั่งสอนบุตรหลานทั้งหลายให้เขาเข้าใจในความหมายเหล่านี้ เมื่อเขาเข้าใจดีแล้ว ก็จะได้สืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ยาวนานสืบต่อไป.


    ---------------------------------------------------------------------

    ที่มาของข้อมูล :
    http://www.watgiessen.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=182293&Ntype=6


    ---------------------------------------------------------------------

    <CENTER>[​IMG]</CENTER>


    ปัจจุบันนี้ ชาวพุทธส่วนใหญ่นิยมสวดมนต์ทั้งที่บ้าน ที่วัด ที่โรงเรียน ที่ทำงาน และในรถ บางคนมีศรัทธาช่วยกันเป็นเจ้าภาพจัดพิมพ์หนังสือสวดมนต์แจกตามที่ต่าง ๆ เพราะมีประสบการณ์และพบปาฏิหาริย์ทางใจจากการสวดมนต์เป็นประจำ

    หากใครได้เคยไปนมัสการสังเวชนียสถาน ๔ ตำบลที่อินเดีย โดยเฉพาะที่พุทธคยา อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า จะเห็นภาพของชาวพุทธ ทั้งชาวทิเบต อินเดีย ไทย จีน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ชาวตะวันตก พากันสวดมนต์ด้วยภาษาของตน ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ แม้ว่าจะสวดคนละภาษาก็จริง ถึงอย่างนั้นเสียงก็ดังกังวานไปทั่ว แต่เชื่อหรือไม่ว่า ไม่มีใครบ่นว่าหนวกหู หรือเกิดความไม่พอใจจากเสียงรบกวนกัน แตะละคณะเมื่อมาถึงก็สวดด้วยภาษาของตน เป็นเสียงที่เปล่งออกมาจากพลังแห่งความศรัทธา เป็นเสียงที่มีพลังความศักดิ์สิทธิ์ ทำให้เกิดปีติขนลุกโดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิดบรรยากาศอันอิ่มบุญ และสุขใจอย่างบอกไม่ถูก หรือแม้ขณะกำลังนั่งรถเดินทางไปทัศนศึกษาสถานที่สำคัญ ชาวพุทธก็นิยมสวดมนต์ในรถไปด้วย เพื่อเป็นพุทธานุสสติในการไปเยือนถิ่นอินเดีย ซึ่งเป็นดินแดนพุทธภูมิ ที่สำคัญคือ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางด้วย

    การ “ สวด “ เป็นกิริยาการท่องที่เป็นทำนองเป็นจังหวะ ส่วน “ มนต์ “ คือคำสอนของพระพุทธเจ้า การสวดมนต์จึงเป็นการสรรเสริญคุณ และทบทวนคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งแน่นอนว่าย่อมได้ความสบายใจเกิดขึ้นด้วย ในขณะกำลังสวดมนต์ เราก็น้อมใจตามบทสวด พิจารณาความหมายเข้าใจธรรมะในบทสวด ใจย่อมเกิดความปีติปราโมทย์ เมื่อเกิดปีติแล้ว กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมเกิดความสุข เมื่อมีความสุขทางใจ จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ เป็นหนทางแห่งการหลุดพ้นอาสวะกิเลสที่ยังไม่สิ้นย่อมถึงความสิ้นไป ย่อมได้บรรลุธรรมอันวิเศษที่ยังไม่ได้บรรลุเป็นหนทางความหลุดพ้นดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในวิมุตติสูตรว่า “ การฟังธรรม การแสดงธรรม การสวดสาธยายมนต์ การตรึกตรองใคร่ครวญธรรม และสมาธิภาวนา ธรรมทั้ง ๕ ประการนี้ เป็นสาเหตุแห่งความหลุดพ้น “

    การสวดหรือการสาธยายด้วยวาจา ย่อมเป็นปัจจัยแห่งการสาธยายด้วยใจ คือทำให้ใจได้ชำนาญคล่องปาก การสาธยายด้วยใจย่อมเป็นปัจจัยแห่งการแทงตลอด การสวดมนต์ภาวนา เป็นการเจริญอานาปานสติควบคู่ไปด้วย เป็นการฝึกลมหายใจให้ยาวและลึก ช่วยให้ได้รับพลัง หรือออกซิเจนเวลาหายใจเข้า ขณะที่สวดเปล่งเสียงออก เป็นการขจัดคาร์บอนไดออกไซด์ หรือมลพิษออกจากตัว ยิ่งสวดได้นานและเป็นจังหวะเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถขับมลพิษออกไปได้มากเท่านั้น เรียกว่า เป็นการออกกำลังภายใน และช่วยให้จิตใจแน่วแน่มั่นคงมีความสงบสุข

    จึงมีคำกล่าวว่า “ สวดมนต์เป็นยาทา “ คือทาแล้วก็ทะลุถึงใจเลยทีเดียว “ ภาวนาเป็นยากิน “ หมายถึง การทำสมาธิอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ใจสะอาดบริสุทธิ์ หยุดนิ่งเป็นอาหารใจที่ดีที่สุด ดีกว่าการสวดมนต์ เพราะเมื่อใจสงบ หยุดนิ่ง ก็เกิดการเห็นและเข้าใจธรรมะได้ลึกซึ้ง เปรียบเสมือน “ ยากิน “ ซึ่งสามารถแก้ปวดได้ดีกว่ายาทา

    อย่างไรก็ตาม ทั้งการสวดมนต์และการเจริญภาวนา ก็ควรทำทั้งสองอย่าง และควรทำเป็นประจำทุกวัน เหมือนการรับประทานอาหาร อย่างน้อยก็ ๑ ครั้งก่อนเข้านอน เพราะจะได้หลับไปด้วยใจอันสงบ ตื่นขึ้นมาก็จะรู้สึกสดชื่น สบายใจ มีความคิดปลอดโปร่ง เบิกบานใจ

    อนึ่ง การสวดมนต์ย่อมเป็นการฝึกให้เราพูดแต่ความดี เมื่อเราสวดสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย ย่อมเป็นการพูดแต่ความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อเราทำเป็นประจำ เราเองก็จะได้รับแต่สิ่งดี ๆ มาอยู่ในใจ เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

    ก่อนสวดมนต์ที่บ้าน ที่วัด ที่โรงเรียน หรือที่ทำงาน หรือว่าในการเจริญพระพุทธมนต์ตามงานต่าง ๆ นิยมสวดบทชุมนุมเทวดา ที่เริ่มต้นด้วยคำว่า “ ผะริตวานะเมตตัง สะเมตตา ภะทันตา...” หรือในสวดมนต์ ๑๒ ตำนานจะเริ่มด้วยคำว่า “ สะมันตา จักกะวาเฬสุ..” เป็นต้นไป เป็นบทสวดเพื่ออัญเชิญเทวดาที่สถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นต่าง ๆ ทั้งเทวดาที่สถิตอยู่ที่ยอดภูเขา ในอากาศ ในวิมานก็ดี หรือภุมมเทวดาก็ดี รวมทั้งยักษ์ คนธรรพ์ และนาคที่อยู่ในน้ำและบนบก ให้มาประชุมกัน เพื่อฟังธรรมหรือฟังการสวดมนต์ เพราะเวลาอันพิเศษเช่นนี้ เป็นเวลาที่เทวดาทั้งหลายจะได้มีโอกาสฟังธรรม และสั่งสมบุญบารมีให้กับตัวเองยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะเทวดาทั้งหลายก็ต้องการทำบุญ เพื่อจะได้อยู่ในสวรรค์นาน ๆ ไม่มีใครอยากลงมาเกิดเป็นมนุษย์ พบความทุกข์ยากลำบากอีก

    แม้กระทั่งก่อนสวดมนต์ใกล้จะจบ เราก็สวดส่งเทวดา เรียกว่า “ เทวะตาอุยโยชะนะคาถา “ ซึ่งเริ่มต้นด้วยคำว่า “ ทุกขัปปัตตา จะ นิททุกขา..” หรือบางครั้งตัดไปสวดเฉพาะท่อนสุดท้ายว่า “ สัพเพ พุทธา พะลัปปัตตา...” เป็นต้นไป เป็นคาถาสวดเพื่อส่งเทวดากลับวิมาน หลังจากลงมาฟังเสียงสวดมนต์เป็นเวลาพอสมควรแล้ว เป็นธรรมเนียมว่า เมื่อเชิญมาแล้วต้องเชิญกลับไป มีความหมายเพื่อเป็นการแผ่เมตตาจิตไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หายทุกข์โศกโรคภัย จากนั้นจะเป็นการแนะนำเทวดาให้อนุโมทนาบุญกุศลที่เราได้บำเพ็ญมา ซึ่งก็รวมถึงบุญกุศลอันเกิดจากการสวดมนต์ของเราด้วย เพื่อเทวดาจะได้อานิสงส์ในบุญนั้น จากนั้นเป็นการแนะนำเทวดาให้มีความศรัทธาในการทำบุญด้วยการให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา แล้วอัญเชิญเทวดากลับไปยังวิมานของตน และบทสุดท้ายเป็นการขออานุภาพของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย จงคุ้มครองรักษาผู้สวดและผู้ฟังทั้งหลายให้มีความสุข ปราศจากความทุกข์ใจ ปราศจากอันตรายทั้งปวง


    [​IMG]


    การสวดมนต์ หรือการนำพระพุทธพจน์มาสวดสาธยาย จนเกิดอานุภาพในการต้านทาน ป้องกันอันตรายนั้น มีมาแล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาล บางพระสูตร พระพุทธองค์ทรงสวดเอง บางพระสูตรทรงแนะนำให้พระสงฆ์สาวกสวด บางพระสูตรเทวดาเป็นผู้นำมาแสดง เช่น มงคลสูตร ที่เริ่มต้นด้วยบทที่ว่า “ อะเสวะนา จะพาลานัง...” เป็นต้นไป เป็นบทสวดเกี่ยวกับมงคลชีวิต ๓๘ ประการ ซึ่งเป็นหมวดธรรมที่สำคัญต่อชีวิตประจำวัน และหลักการปฏิบัติในทางพุทธศาสนา เรื่องมงคลชีวิตเป็นปัญหาโลกแตกมานาน เนื่องจากในสมัยนั้น มนุษย์ได้ตั้งปัญหาเสวนากันว่า “ อะไรเป็นมงคล “ แต่ก็ไม่มีใครสามารถตอบปัญหานี้ได้ เป็นเวลานานถึง ๑๒ ปี ก่อให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่ว เพราะความเห็นไม่ลงรอยกัน

    ปัญหานี้มิได้ถกเถียงกันในหมู่มมนุษย์เท่านั้น แม้เหล่าเทวดาก็ถกเถียงกัน จนหาข้อยุติไม่ได้ จึงพากันไปทูลถามพระอินทร์ ( ท้าวสักกะ ) ก็ไม่สามารถตอบได้ แต่ได้แนะนำให้ไปทูลถามพระพุทธเจ้า หมู่เทวดาทั้งหลายจึงลงมติเห็นชอบด้วยเสียงส่วนใหญ่ ส่งเทพบุตรองค์หนึ่งเป็นตัวแทนลงมาถามปัญหานี้กับพระพุทธเจ้า

    ดึกสงัด ณ ราตรีหนึ่ง เทวดาได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ด้วยแสงสว่างรุ่งเรืองไปทั่ววัด ทูลถามปัญหามงคล พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า “ การไม่คบคนพาล คบบัณฑิต บูชาผู้ที่ควรบูชา เป็นมงคลอย่างสูงสุด “ เป็นมงคลข้อแรก จนถึง มงคลข้อสุดท้าย “ ผู้ที่โลกธรรม ( ลาภ-เสื่อมลาภ ยศ-เสื่อมยศ สรรเสริญ-นินทา สุข-ทุกข์ ) กระทบแล้วไม่หวั่นไหว จิตใจไม่มีความยินดีและยินร้าย ปราศจากความเศร้าหมอง เป็นจิตถึงความสุขอันวิเศษ เป็นมงคลอันสูงสุด “ พระสูตรนี้เป็นพระสูตรหลักที่จะต้องสวดทุกครั้งในการสวดมนต์ที่บ้าน หรือในการเจริญพระพุทธมนต์ในงานพิธีต่าง ๆ เป็นบทที่เจ้าภาพผู้เป็นประธานจะต้องจุดเทียนที่บาตรน้ำมนต์

    รัตนสูตร ปรากฏอยู่ในพระสุตตันปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ซึ่งเริ่มต้นสวดด้วยบทว่า “ ยังกิญจิ วิตตัง...” เป็นต้นไป เป็นบทสวดว่าด้วยอานุภาพพระรัตนตรัย สาเหตุเกิดจากเมืองเวสาลี เมืองหลวงของแคว้นวัชชี ซึ่งเคยเป็นเมืองที่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ แต่ประสบภัยพิบัติอย่างร้ายแรง เกิดวิกฤตข้าวยากหมากแพง ฝนแล้งไม่ตกตามฤดูกาล ผู้คนอดอยากล้มตายเป็นจำนวนมาก ( ทุพภิกขภัย )

    เมื่อมีคนตายมาเผาแทบไม่ทัน กลายเป็นศพไร้ญาติ นอนกลาดเกลื่อนไปทั้งเมือง พวกอมนุษย์หรือภูตผีปีศาจได้กลิ่นซากศพ ก็พากันแห่เข้าสู่เมือง ทำอันตรายรบกวนชาวบ้าน ( อมนุสสภัย ) และเมื่อมีคนตายเพิ่มมากขึ้นก็ทำให้เกิดโรคระบาดแพร่กระจายไปทั่ว ( โรคภัย ) เป็นเหตุให้ชาวบ้านได้รับความทุกข์เดือดร้อน แม้จะพากันรวมตัวไปประท้วงร้องทุกข์ต่อพระเจ้าแผ่นดินก็ไม่สามารถแก้ไขได้ จึงคิดว่าน่าจะมีสาเหตุอย่างแน่นอน เพราะภัยทั้ง ๓ นี้ไม่เคยเกิดมา ๗ ชั่วอายุคนแล้ว คนเดียวที่แก้ไขได้คือ พระพุทธเจ้าเท่านั้น

    ขณะนั้น พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ชาวบ้านจึงพากันส่งเจ้าลิจฉวีชื่อว่า มหาลิ และมหาอำมาตย์ไปนิมนต์พระพุทธเจ้า เพื่อขอพึ่งบุญบารมี พระองค์ทรงเล็งเห็นว่า ชาวบ้านจะได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุมรรคเป็นอันมาก และภัยพิบัติทั้งหลายจะสงบลง จึงได้รับอาราธนาเสด็จไป

    พระพุทธเจ้าทรงให้พระอานนท์เรียนเอารัตนสูตรน้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย นึกถึงพระพุทธคุณทั้งปวงของพระองค์ ตั้งแต่ปรารถนาพุทธภูมิเป็นต้นมา จนถึงการตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ แล้วสวดพระปริตรตลอดทั้งคืน ภัยพิบัติทั้งหลายก็สงบลงอย่างน่าอัศจรรย์

    ต่อมาภายหลัง ได้กลายเป็นแบบอย่างในการทำน้ำพระพุทธมนต์ของพระสงฆ์ในปัจจุบัน เมื่อท่านสวดถึงบทว่า “ นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป “ ประธานสงฆ์จะดับเทียนน้ำมนต์ โดยการจุ่มเทียนลงไปในบาตรน้ำมนต์ มีความหมายว่า ขอให้โรคภัยความชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวง จงดับสูญสลายหายไปเหมือนเทียนเล่มนี้

    บทสวดที่พุทธศาสนิกชนนิยมสวด เช่น คาถาพาหุง ว่าด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า และคาถาชินบัญชร ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี ) เป็นต้น บทสวดทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อเราตั้งใจสวดด้วยจิตที่เป็นกุศลและมีสมาธิกับการสวด ย่อมก่อให้เกิดพลานุภาพในการป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ อย่างปาฏิหาริย์ ดังศาสตราจารย์พิเศษ เสถียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต ได้กรุณาสรุปประสบการณ์และผลดีไว้ในหนังสือ “ พระพุทธมนต์ “ ฉบับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังนี้


    <CENTER>[​IMG]</CENTER>

    ผลดีประการแรก ก็คือ ทำให้เกื้อกูลแก่สุขภาพร่างกาย ไม่ถึงกับเป็นยาบำรุงกำลัง แต่ผู้ที่สวดมนต์บ่อย ๆ เปล่งเสียงดัง ๆ เต็มที่อย่างถูกต้องตามฐานกรณ์ ( คือออกเสียงให้ถูกตามที่เกิดของเสียง หรือ “ เอ็กเซ่น “ ได้อย่างถูกต้อง ) ระบบการหายใจย่อมจะเป็นไปตามธรรมชาติ โลหิตสูบฉีดเป็นปกติในร่างกาย ขับส่วนเสียในร่างกายออก สร้างเสริมส่วนที่บกพร่องให้คงคืนและดีขึ้น ทำให้สุขภาพร่างกายสมบูรณ์ดี

    เสียงที่เปล่งออกแต่ละครั้ง ตามฐานกรณ์ของคำที่ถูกต้อง จะสร้างความสั่นสะเทือนในร่างกายเรา ความสั่นสะเทือนนี้ไปกระตุ้นต่อมที่กำลังจะเสีย หรือเสื่อมแล้ว ให้คงคืนสภาพ ทำให้เอื้อต่อสุขภาพร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรงขึ้น สวดบ่อย ๆ อาจรักษาโรคบางอย่างให้หายได้ด้วย

    เรื่องระบบเสียงใดของอักขระใดเกี่ยวข้องกับต่อมใด มีผลงานวิจัยฝรั่งบอกว่า อักขระแต่ละตัวมันเกี่ยวข้องกับต่อมใดบ้าง เมื่อถูกกระตุ้นบ่อย ๆ ทำให้โรคที่จะเกิดเพราะต่อมนั้น ๆ เสีย ไม่เกิดอย่างไรบ้าง น่าสนใจยิ่ง ทำให้นึกถึงเด็ก เมื่อผู้ใหญ่ร้อง “ ฉี่ ๆ ๆ “ ก็จะปัสสาวะออกทันที ทั้งที่ไม่ปวด ทั้งนี้เพราะเสียง อี เอ ไอ เกี่ยวข้องกับระบบน้ำย่อย ดังนี้เป็นต้น

    ถ้าเราสวดมนต์ที่มีเนื้อหาดีงามเป็นนิจศีล ดังพระสงฆ์สวดมนต์ทำวัตรทุกเช้าเย็น สุขภาพกายและสุขภาพจิตเราต้องดีแน่นอน และเสียงสวดมนต์นี้จะเป็น “ พลัง “ ที่คงอยู่ในตัวเรา ไม่ลบเลือนหายไปไหน

    มีเรื่องหนึ่งที่ได้ทราบมาว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระสังฆราช ( วาสน์ วาสนมหาเถร ) วัดราชบพิธฯ ทรงประชวรหนัก หมอต่อสายระโยงรยางค์ไปหมด ชีพจรและการเต้นของหัวใจนั้นผิดปกติมากอย่างน่าเป็นห่วง แต่พอถึงเวลาประมาณ ๕-๖ โมงเย็น ทุกอย่างกลับเป็นปกติ เป็นอย่างนี้ทุกวัน ไม่มีใครทราบว่าเพราะเหตุใด จนกระทั่งพระเลขานุการส่วนพระองค์ระลึกได้ว่า เวลานี้เป็นเวลาที่สมเด็จพระสังฆราชสวดมนต์ในพระอุโบสถทุกวัน

    ผลดีประการที่สอง คือ เป็นการสร้างสมาธิอย่างดี ไม่ต้องฝึกปฏิบัติสมาธิแบบอื่นก็ได้ เพียงสวดมนต์ดัง ๆ ทุกวันทุกคืนสม่ำเสมอเป็นนิจศีล ท่านจะอัศจรรย์ที่ได้พบว่าสมาธิของท่านดีวันดีคืนอย่างน่าประหลาด เมื่อจิตเป็นสมาธิจะทำงานอะไรก็ทำได้ดี และมีประสิทธิภาพ

    ผลดีประการสุดท้าย คือ ถ้าเรารู้ความหมายของบทสวดด้วย จะทำให้เราเกิดศรัทธาปสาทะในพระรัตนตรัย และศีลธรรมจริยธรรมเพิ่มขึ้น โปรดรำลึกว่า บทสวดมนต์ไม่มีพูดถึงเรื่องเลวร้าย ไม่สอนให้อิจฉาริษยาใคร สาปแช่งใคร ตรงกันข้าม กลับสอนให้แผ่เมตตาจิต ความรักความปรารถนาดีไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย การสวดมนต์บ่อย ๆ จึงเป็นการ “ ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น สะอาดขึ้น “ โดยไม่รู้ตัว นี่คือผลดีแห่งการสวดมนต์อย่างมีคุณค่าและความหมาย

    ในการสวดมนต์นั้นย่อมสงผลได้ไกลถึงความหลุดพ้น อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนา และเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อวิถีชีวิต ช่วยทำให้จิตใจสดชื่นเบิกบาน และมีอานุภาพในการป้องกันรักษาดังกล่าวมาแล้ว ผู้รู้ทั้งหลายในสมัยโบราณจึงได้ทำวัตรสวดมนต์สืบมามิได้ขาด ทำเป็นประจำทุกวัน ทุกเช้า-เย็น จนกลายเป็นความเคยชิน เรียกการกรทำนี้ว่า “ ทำวัตร “

    ฉะนั้น ชาวพุทธไทยจึงควรทำวัตรสวดมนต์ทุกวัน ให้สวดด้วยใจที่แช่มชื่น เบิกบาน ด้วยความเคารพเลื่อมใสในพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง การสวดมนต์อย่างนี้ จึงจะเรียกว่า เกิดประโยชน์และมีอานิสงส์อย่างแท้จริง

    เมื่อสวดมนต์เสร็จแล้ว ควรทำสมาธิต่อพอสมควรแก่เวลา หรือหากมีเวลามาก ควรเดินจงกรมและนั่งสมาธิ เพื่อเพิ่มบุญกุศลให้แก่ตัวเองยิ่งขึ้นไป ทำให้ต่อเนื่อง ทั้งการสวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ก่อนนอนทุกวัน เสร็จแล้วแผ่เมตตาให้แก่ตนเอง และทั่วไป พร้อมกับเพิ่มบทสำคัญที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ( นิยม ฐานิสสโร ) เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ใช้นำพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา และประชาชนทั่วไปเป็นประจำทุกวัน ว่าดังนี้

    “ อนึ่ง, ขอให้ชาติไทย, พระพุทธศาสนา, พระมหากษัตริย์, จงยืนยงดำรงมั่น, เป็นหลักชัยของไทย, ปราศจากภัยพิบัติ, อุปัทวันตรายทั้งสิ้น ขอให้ประชาชน บนผืนแผ่นดินไทย ผู้สุจริตใจประกอบกิจ, จงอยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากความอยู่ร้อนนอนทุกข์ จงมั่งมีศรีสุข พ้นจากความยากจนเข็ญใจ ปราศจากภัยพิบัติ อุปัทวันตรายทั้งปวงเทอญ “

    ถ้าทำได้อย่างนี้ นับวันจะมีความเจริญรุ่งเรืองในพระศาสนา จะมีอานุภาพมากมาย เป็นบุญวาสนาของผู้ได้เข้าใกล้ได้พบเห็นอีกด้วย

    เหตุนั้น การทำวัตรสวดมนต์จึงต้องทำอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเคารพทุกเช้าค่ำ และต้องทำอยู่ตลอดเวลา ทำให้อยู่ในใจเราเสมอ ทำให้รู้สึกว่าขาดการสวดมนต์ไม่ได้ จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน


    เรื่อง สมชาย สมานวงศ์
    หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
    ภาพประกอบ จาก กูเกิ้ล

     
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - ความหมายของการสวดมนต์ไหว้พระ
  1. HONGTAY
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    5,057

แชร์หน้านี้

Loading...